ข้อควรรู้่กี่ยวกับสีโปสเตอร์
เมื่อซื้อสีโปสเตอร์มาใหม่ ให้เปิดขวดใช้ไม้กวนสีในขวดให้ทั่วจนสีเป็นเนื้อเดียวกัน
พู่กันสำหรับสีโปสเตอร์ ใช้ได้ทั้งชนิดปลายกลมและปลายแบน ควรมีขนที่อ่อนนุ่ม พู่กันแบบเบอร์เล็ก เช่น เบอร์ 4,5,6 ใช้เกลี่ยไล่ให้สีกลืนได้ดีในการวาดแบบมีแสงเงา
จานสีที่ใช้ควรเป็นจานสีที่มีหลุมกลมลึก ไม่ควรใช้จานสีที่เป็นช่องสี่เหลี่ยม เพราะเวลาที่กวนสีจะทำให้สีไม่เข้ากันดี เวลาระบายจะทำให้สีด่าง จานสีที่มีสีขาวจะช่วยให้ผสมสีไม่ผิดเพี้ยน
การผสมสีโปสเตอร์ควรผสมน้ำให้พอเหมาะ คือ ไม่ข้นหรือเหลวเกินไป แล้วต้องมีการกวนสีให้มากๆ ไม่ว่าจะใช้สีใดควรมีสีขาวผสมอยู่ด้วย ที่กล่าวมาคือวิธีที่จะทำให้ระบายสีได้เรียบสวยงาม
ถ้าต้องการระบายสีโปสเตอร์ให้เกิดแสงเงามีวิธีระบาย คือลงสีอ่อนก่อนไปหาสีแก่หรือลงสีเข้มแล้วไล่หาสีอ่อน แต่วิธีที่แนะนำคือให้สังเกตหาสีกลาง ระบายสีกลางนั้นก่อนแล้วจึงไล่เงาสีเข้ม ส่วนแสงลงด้วยสีอ่อนเกลี่ยให้กลืนกัน
การใช้ฟองน้ำแทนพู่กัน ใช้ปลายนิ้วบีบฟองน้ำ (สำหรับล้างจาน) ให้แน่นเล็กจะตามต้องการเช็ดให้หมาด แล้วนำไปแตะซ้ำๆ กัน บนภาพตามแสงเงา จะได้ภาพสวยงามไม่แพ้พู่กันกลม (AIR BRUSH)
ในงานที่ไม่พิถีพิถันมากนัก หรือเพื่อความประหยัด ใช้สีโปสเตอร์ผสมน้ำแล้วไปกรองด้วยผ้าสกรีนหรือผ้าอื่น นำไปใช้กับพู่กันกลมได้
ถ้าไม่สามารถเขียนสีโปสเตอร์ให้มีกรอบที่คมชัดได้ ก็ใช้เครื่องทุนแรงช่วย เช่นใส่สีในปากกาตีเส้นปรับขนาดเส้นตามต้องการ หรือใช้กระดาษกาวสำหรับกันสี หาซื้อได้จากร้านเครื่องก่อสร้างนำมากันส่วนที่ไม่ต้องการ หรือ กันสีด้วยแผ่นฟิล์มที่ใช้สำหรับงานพู่กันกลมก็ได้แต่ราคาแพงหน่อย ทางที่ดีนักเรียนนักศึกษาควรฝึกใช้ฝีมือจะดีที่สุด
สีโปสเตอร์ผสมกับปูนพลาสเตอร์ แล้วใช้เกรียงเพนท์บนวัสดุต่างๆ เมื่อแข็งตัวจะได้งานที่นูนสวยงามไม่แพ้สีน้ำมัน เป็นที่ระลึกได้
ถ้าจะประหยัด ใช้สีโปสเตอร์ระบายหรือตกแต่งวัสดุต่างๆ เช่น กระเบื้องไม้ฯลฯ ก็สามารถทำได้ เสร็จแล้วใช้แลคเกอร์สเปย์พ่นทับเสียเพี่อความทนทาน
สีโปสเตอร์นั้นทึบแสง การเขียนภาพแล้วใช้สีโปสเตอร์สีขาว ระบายตกแต่งส่วนที่เป็นแสงจัดหรือส่วนที่เป็นแสงสะท้อนได้อย่างดี แต่อย่าใช้ในงานสีน้ำแนวจิตรกรรม ส่วนงานออกแบบไม่ว่าเป็นสีอะไรก็ทับได้
27 สิงหาคม 2552
เทคนิคการแรเงา
การแรเงา คือ การสร้างรอยดินสอ ปากกาหรืออื่นๆ ด้วยการควบคุมน้ำหนักผ่อนหนักเบาในการ ขีด เขียน เกลี่ย ปาด ทับ ไขว้ และใช้รอยเหล่านี้สร้างน้ำหนักให้เกิดลักษณะผิวของธรรมชาติ หรือหุ่นที่ใช้ในการเขียน การแรเงาจึงเป็นการสร้างความเข้มด้วยระยะต่างๆ ในรูปทรงของงานชิ้นหนึ่งๆ เมื่อใช้ตามลักษณะแสงเงาจะทำให้เกิดมิติของมวลสารและระยะ หรือปริมาณมาตรของรูปทรง น้ำหนักที่ไล่เรียงจากอ่อนไปหาแก่อย่างสม่ำเสมอนี้ เรียกว่า ค่า (VALUE) ของสีหรือน้ำหนักที่ระบายเป็นระยะอ่อน กลาง แก่ ค่าของระยะอ่อนแก่เหล่านี้นิยมเรียกกันว่า น้ำหนัก
การแรเงาน้ำหนักจึงเป็นการสร้างเงาในภาพ ให้ดูมีความลึกมีระยะใกล้ไกลและดูมีปริมาตร เปลี่ยนค่าของรูปร่างที่มีเพียง 2 มิติให้เป็น 3 มิติ ทำให้รูปร่างที่มีเพียงความกว้าง-ยาวเปลี่ยนค่าเป็นรูปทรงมีความตื้นลึกหนาบางเกิดขึ้น ความตื้นลึกหนาบางนี่เป็นความรู้สึกเท่านั้น และการทำให้เกิดภาพเช่นนี้ก็คือ เทคนิคในการสร้างภาพลวงตา (ILLUSION) เป็นวิธีการสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างหนึ่ง น้ำหนักในการวาดเขียนจึงมีความหมายดังนี้
1. บริเวณมืดและสว่างขององค์ประกอบต่างๆ ในภาพเขียน
2. แสดงความอ่อนแก่ระดับต่างๆ จากดำมาขาวให้แก่รูปทรงที่มีอยู่ในภาพ นัยหนึ่งคือ ทำหน้าที่แสงเงาให้แก่รูปทรง ลักษณะของน้ำหนัก จะเป็นดังนี้1. มี 2 มิติ คือ กว้างกับยาว
2. มีทิศทาง
3. มีความยาว ความสั้น ความโค้ง หรือเป็นคลื่น ฯลฯ
4. มีรูปร่าง กลม เหลี่ยม หรืออิสระตามลักษณะของรูปทรง
5. มีความอ่อน แก่ และลักษณะผิวต่างๆ ตามแบบหรือหุ่นที่วาด หน้าที่ของน้ำหนัก ในการวาดเขียนจำแนกออกได้ ดังนี้
1. ให้ความแตกต่างระหว่างรูปทรงกับพื้นที่ หรือรูปทรงกับที่ว่าง
2. ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวต่อการนำสายตาผู้ดู บริเวณที่น้ำหนักตัดกันจะดึงดูดความสนใจ ถ้าตัดกันหลายแห่งจะนำสายตาให้เคลื่อนที่จากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่ง ทั้งนี้จะเป็นไปตามจังหวะที่ผู้เขียนกำหนดไว้นั่นเอง ซึ่งอาจกลมกลืนหรือตัดกันอย่างรุนแรง
3. ให้ความเป็น 2 มิติ หรือ 3 มิติแก่รูปทรง
4. ให้ความรู้สึกในภาพ ด้วยการประสานกันของน้ำหนัก
5. ให้ความลึกแก่ภาพ แนวคิดในการแรเงาน้ำหนัก เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ เพราะอาศัยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ หรือต้นแสงจากแหล่งกำเนิดอื่น เมื่อมีแสงสว่างก็ต้องมีเงาควบอยู่ด้วย และแสงเงาทำให้เรามองเห็นวัตถุที่ผิวสีเดียวกันมีน้ำหนักแตกต่างกัน เช่น วัตถุสีขาวส่วนที่ถูกแสงจะเป็นสีขาวสว่างจ้า แต่ส่วนที่ไม่ถูกแสงจะขาวหม่น ทั้งที่วัตถุนั้นก็เป็นสีขาวเท่ากันตลอดพื้นผิว เมื่อธรรมชาติของแสงเงาให้ผลที่มองเห็นเช่นนี้ ผู้เขียนจำต้องเข้าใจการจัดน้ำหนักอ่อนแก่ให้ได้ใกล้เคียงกับน้ำหนักของแสงที่ตกกระทบผิววัตถุ เพราะความแตกต่างของน้ำหนักทำให้เกิดความรู้สึกที่ต่างกันไปได้ เช่น น้ำหนักสีที่อ่อนให้ความรู้สึกเบา น้ำหนักสีที่แก่ทำให้ดูแล้วรู้สึกหนัก นอกจากนี้ยังทำให้เกิดระยะต่างๆ ในการมองเห็น ตลอดจนความรู้สึกด้านความงามในทางศิลปะ
เทคนิคการแรเงาน้ำหนักที่นิยมใช้กัน
1. ให้แสงเข้าทางด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นเงา เป็นวิธีการที่ใช้ในการเขียนภาพเหมือนจริงทั่วไป
2. ให้แสงเข้าตรงหน้า ส่วนที่อยู่ใกล้จะมีน้ำหนักอ่อน ส่วนที่อยู่ไกลจะมีน้ำหนักแก่ น้ำหนักที่ใช้ในวิธีนี้เรียกว่า จิอารอสคูโร (CHIAROSCURO) เป็นภาษาอิตาเลียน แปลว่า ความสว่างและความมืด อันต่างไปจากการให้ปริมาตรของรูปทรงด้วยการให้แสงเงาทั่วไป
3. กำหนดให้แสงขึ้นจากจุดกลางภาพ ส่วนมากจะใช้แสงเทียนหรือแสงไฟฟ้า
4. ให้แสงเกิดขึ้นในจุดที่ต้องการ ส่วนอื่นให้อยู่ในเงามืด
5. ให้แสงกระจายเลื่อนไหลไปทั่วภาพ เน้นความใกล้ ไกล ลึก ตื้นด้วยบรรยากาศของน้ำหนักจนเกือบไม่คำนึงถึงปริมาตรของรูปทรง
6. ให้น้ำหนักอ่อนทั้งรูปและพื้น ไม่เน้นปริมาตรของรูปทรง แต่เน้นความสว่างของแสงให้จ้า ไม่มีเงา
7. ให้แสงเต้นระริกกระจายไปทั่วๆ ภาพ
ลักษณะของแสงเงาที่ใช้ในการวาดเขียนแบ่งออกเป็น 6 ค่า
1. แสงสว่างที่สุด (HIGH LIGHT) เป็นบริเวณที่วัตถุกระทบแสงโดยตรง ทำให้ส่วนนั้นมีน้ำหนักอ่อนที่สุด ถ้าวัตถุเป็นสีขาวบริเวณนั้นจะปล่อยว่าง ไม่ต้องลงเงาก็ได้
2. แสงสว่าง (LIGHT) เป็นบริเวณที่ไม่ถูกแสงโดยตรง แต่มีบางส่วนที่ได้รับอิทธิพลจากแสง การลงน้ำหนักบริเวณนี้ต้องให้อ่อนจางแต่แก่กว่าบริเวณแสงสว่างที่สดุดเล็กน้อย
3. แสงสะท้อน (REFLECTED LIGHT) เป็นบริเวณของวัตถุที่ไม่ได้กระทบแสงโดยตรง หากอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเงาแต่ถูกแสงสะท้อนจากวัตถุที่อยู่ใกล้ๆ กันมากระทบ น้ำหนักของบริเวณนี้จะอ่อนกว่าบริเวณที่เป็นเงา ค่าของแสงสะท้อนจะให้ความรู้สึกในภาพมีมิติ มีมวลสาร มีชีวิตชีวา ดูเหมือนมีอากาศอยู่รอบๆ
4. เงา (DARK) เป็นบริเวณที่ได้รับอิทธิพลของแสงน้อยมาก ซึ่งเงาบริเวณนี้จะต้องแรเงาให้มีน้ำหนักเข้มกว่าบริเวณแสงสว่างพอประมาณ พอที่จะแยกแสงและเงาออกจากกันได้
5. เงามืด (DARKEST) เป็นบริเวณที่ไม่ได้รับอิทธิพลของแสงจึงต้องแรเงาด้วยน้ำหนักที่เข้มกว่าบริเวณอื่นๆ ทั้งหมดของวัตถุ
6. เงาตกทอด (CAST SHADOW) เป็นบริเวณที่เงาของวัตถุนั้นๆ ทอดไปตามพื้นที่รองรับวัตถุ โดยจะมีน้ำหนักแก่กว่าบริเวณแสงสะท้อน ขนาดและรูปร่างของเงาตกทอดจะขึ้นอยู่กับทิศทางของแสง รูปร่างของวัตถุและพื้น
เทคนิคการแรเงาน้ำหนัก เมื่อตรวจแก้ไขข้อบกพร่องของภาพร่างดีแล้ว และเป็นภาพร่างที่พร้อมจะแรเงาน้ำหนักการกำหนดแสงเงาบนวัตถุในภาพร่างซึ่งมีรูปทรงต่างๆ นั้น อาจลำดับขั้นตอนของกระบวนการได้ ดังนี้
1. หรี่ตาดูวัตถุที่เป็นหุ่น กำหนดพื้นที่แบ่งส่วนระหว่างแสงเงาออกจากกันให้ชัดเจนด้วยเส้นร่างเบาๆบนรูปทรงของภาพร่างที่วาดไว้นั้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคร่าวๆ คือ แสงกับเงาเท่านั้น
2. แรเงาน้ำหนักในส่วนพื้นที่ที่เป็นเงาทั้งหมด ด้วยน้ำหนักเบาที่สุดของเงาที่ตกทอดบนวัตถุ และเว้นพื้นที่ส่วนที่เป็นแสงไว้
3. พิจารณาเปรียบเทียบน้ำหนักที่เบาที่สุดกับน้ำหนักที่เข้มในส่วนขึ้นอีกเท่าใด แล้วแบ่งน้ำหนักเงาที่อ่อนกับเงาที่เข้มขึ้นด้วยวิธีร่างเส้นแบ่งพื้นที่เบาๆ เช่นกันกับข้อ 1 จากนี้ก็แรเงาเพิ่มน้ำหนักในส่วนที่เข้มขึ้น ตลอดเวลาจะต้องเปรียบเทียบน้ำหนักของเงาที่ลงใหม่กับเงาอ่อนและแสงที่เว้นไว้อยู่เสมอเพื่อให้การแรเงาน้ำหนักได้ใกล้เคียงความเป็นจริง การแรเงาน้ำหนักต้องลงรวมๆ ไปทีละน้ำหนัก จะทำให้คุมน้ำหนักได้ง่าย
4. การแรเงาน้ำหนักที่เข้มขึ้นจะใช้วิธีการเดียวกับข้อ 1 และข้อ 3 จนครบกระบวนการ จะทำให้ได้ภาพที่มีน้ำหนักแสงเงาใกล้เคียงกับความเป็นจริงจากนั้นเกลี่ยน้ำหนักที่แบ่งไว้ในเบื้องต้นให้ประสานกลมกลืนกัน
5. พิจารณาในส่วนของแสงที่เว้นไว้ จะเห็นว่ามีน้ำหนักอ่อนแก่เช่นเดียวกับในส่วนของเงาต้องใช้ดินสอลงน้ำหนักแผ่วๆ ในส่วนของแสงที่เว้นไว้ เพื่อให้รายละเอียดของแสงเงามีน้ำหนักที่สมบูรณ์
6. เงาตกทอด ใช้หลักการเดียวกับการแรเงาน้ำหนักบนวัตถุที่กล่าวมาแล้ว แต่ต้องสังเกตทิศทางของแสงประกอบการเขียนแสงในการวาดเขียนปกติจะใช้ประมาณ 45? -- กับพื้น แต่มีข้อสังเกต คือ ถ้าแสงมาจากมุมที่สูง จะเห็นเงาตกทอดสั้น ถ้าแสงมาจากมุมที่ต่ำลง เงาตกทอดจะยาวขึ้น ในส่วนน้ำหนักของเงาตกทอดเองก็จะมีน้ำหนักอ่อนแก่เช่นเดียวกับแสงเงาบนวัตถุ คือเงาที่อยู่ใกล้วัตถุจะมีความเข้มกว่าเงาที่ทอดห่างตัววัตถุสาเหตุมาจากแสงสะท้อนรอบๆ ตัววัตถุที่สะท้อนเข้ามาลบเงาให้จางลง
การแรเงาให้เกิดมิติ ใกล้ กลาง ไกล ความอ่อน กลาง แก่ของน้ำหนัก นอกจากจะใช้เพื่อสร้างมิติให้เกิดความรู้สึก สูง ต่ำ หนา บาง แก่ วัตถุในภาพแล้ว น้ำหนักยังใช้สร้างมิติแห่งความรู้สึกด้านระยะใกล้ไกลของวัตถุในภาพอีกด้วย ค่าน้ำหนักถ้าใช้ในการสร้างความรู้สึกด้านมิติแก่วัตถุ ค่าน้ำหนักแก่จะให้ความรู้สึกต่ำหรือลึกลงไป ค่าน้ำหนักที่อ่อนจะให้ความรู้สึกที่สูงหรือนูนขึ้นมา ส่วนในการสร้างความรู้สึกด้านระยะใกล้-ไกล ระยใกล้จะใช้ค่าน้ำหนักแสงเงาที่ชัดเจนกว่าระยะไกล ระยะกลางก็ใช้ค่าน้ำหนักที่อ่อนลง และระยะไกลก็จะแรเงาให้อ่อนที่สุด หรือเน้นรายละเอียด หรือเส้นให้น้อยกว่าระยะกลางและใกล้ นอกจากนี้ การแรเงาน้ำหนักลักษณะของผิววัตถุ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้การวาดเขียนในสิ่งนั้นๆ ดูเหมือนจริงขึ้น หากสามารถถ่ายทอดลักษณะผิวและสีสันของวัตถุออกมาเป็นงานขาว-ดำได้อย่างครบถ้วน ข้อสำคัญควรฝึกการอ่านเปรียบเทียบสีของวัตถุที่ใช้เป็นแบบในการเขียนให้ดีว่า สีใด มีค่าน้ำหนักอ่อนแก่กว่ากันเช่นไร โดยทบทวนจากวิชาทฤษฎีสี เมื่อนำมาวาดเขียนแปลงเป็นภาพขาว-ดำ จะทำให้ได้ความรู้สึกที่เหมือนจริงตามธรรมชาติของสิ่งนั้น และดูดีในฐานะที่เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง แต่ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับสภาพของแสง และ เงา ที่จะเป็นตัวแปรในการกำหนดอีกครั้งหนึ่ง
การแรเงาน้ำหนักจึงเป็นการสร้างเงาในภาพ ให้ดูมีความลึกมีระยะใกล้ไกลและดูมีปริมาตร เปลี่ยนค่าของรูปร่างที่มีเพียง 2 มิติให้เป็น 3 มิติ ทำให้รูปร่างที่มีเพียงความกว้าง-ยาวเปลี่ยนค่าเป็นรูปทรงมีความตื้นลึกหนาบางเกิดขึ้น ความตื้นลึกหนาบางนี่เป็นความรู้สึกเท่านั้น และการทำให้เกิดภาพเช่นนี้ก็คือ เทคนิคในการสร้างภาพลวงตา (ILLUSION) เป็นวิธีการสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างหนึ่ง น้ำหนักในการวาดเขียนจึงมีความหมายดังนี้
1. บริเวณมืดและสว่างขององค์ประกอบต่างๆ ในภาพเขียน
2. แสดงความอ่อนแก่ระดับต่างๆ จากดำมาขาวให้แก่รูปทรงที่มีอยู่ในภาพ นัยหนึ่งคือ ทำหน้าที่แสงเงาให้แก่รูปทรง ลักษณะของน้ำหนัก จะเป็นดังนี้1. มี 2 มิติ คือ กว้างกับยาว
2. มีทิศทาง
3. มีความยาว ความสั้น ความโค้ง หรือเป็นคลื่น ฯลฯ
4. มีรูปร่าง กลม เหลี่ยม หรืออิสระตามลักษณะของรูปทรง
5. มีความอ่อน แก่ และลักษณะผิวต่างๆ ตามแบบหรือหุ่นที่วาด หน้าที่ของน้ำหนัก ในการวาดเขียนจำแนกออกได้ ดังนี้
1. ให้ความแตกต่างระหว่างรูปทรงกับพื้นที่ หรือรูปทรงกับที่ว่าง
2. ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวต่อการนำสายตาผู้ดู บริเวณที่น้ำหนักตัดกันจะดึงดูดความสนใจ ถ้าตัดกันหลายแห่งจะนำสายตาให้เคลื่อนที่จากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่ง ทั้งนี้จะเป็นไปตามจังหวะที่ผู้เขียนกำหนดไว้นั่นเอง ซึ่งอาจกลมกลืนหรือตัดกันอย่างรุนแรง
3. ให้ความเป็น 2 มิติ หรือ 3 มิติแก่รูปทรง
4. ให้ความรู้สึกในภาพ ด้วยการประสานกันของน้ำหนัก
5. ให้ความลึกแก่ภาพ แนวคิดในการแรเงาน้ำหนัก เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ เพราะอาศัยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ หรือต้นแสงจากแหล่งกำเนิดอื่น เมื่อมีแสงสว่างก็ต้องมีเงาควบอยู่ด้วย และแสงเงาทำให้เรามองเห็นวัตถุที่ผิวสีเดียวกันมีน้ำหนักแตกต่างกัน เช่น วัตถุสีขาวส่วนที่ถูกแสงจะเป็นสีขาวสว่างจ้า แต่ส่วนที่ไม่ถูกแสงจะขาวหม่น ทั้งที่วัตถุนั้นก็เป็นสีขาวเท่ากันตลอดพื้นผิว เมื่อธรรมชาติของแสงเงาให้ผลที่มองเห็นเช่นนี้ ผู้เขียนจำต้องเข้าใจการจัดน้ำหนักอ่อนแก่ให้ได้ใกล้เคียงกับน้ำหนักของแสงที่ตกกระทบผิววัตถุ เพราะความแตกต่างของน้ำหนักทำให้เกิดความรู้สึกที่ต่างกันไปได้ เช่น น้ำหนักสีที่อ่อนให้ความรู้สึกเบา น้ำหนักสีที่แก่ทำให้ดูแล้วรู้สึกหนัก นอกจากนี้ยังทำให้เกิดระยะต่างๆ ในการมองเห็น ตลอดจนความรู้สึกด้านความงามในทางศิลปะ
เทคนิคการแรเงาน้ำหนักที่นิยมใช้กัน
1. ให้แสงเข้าทางด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นเงา เป็นวิธีการที่ใช้ในการเขียนภาพเหมือนจริงทั่วไป
2. ให้แสงเข้าตรงหน้า ส่วนที่อยู่ใกล้จะมีน้ำหนักอ่อน ส่วนที่อยู่ไกลจะมีน้ำหนักแก่ น้ำหนักที่ใช้ในวิธีนี้เรียกว่า จิอารอสคูโร (CHIAROSCURO) เป็นภาษาอิตาเลียน แปลว่า ความสว่างและความมืด อันต่างไปจากการให้ปริมาตรของรูปทรงด้วยการให้แสงเงาทั่วไป
3. กำหนดให้แสงขึ้นจากจุดกลางภาพ ส่วนมากจะใช้แสงเทียนหรือแสงไฟฟ้า
4. ให้แสงเกิดขึ้นในจุดที่ต้องการ ส่วนอื่นให้อยู่ในเงามืด
5. ให้แสงกระจายเลื่อนไหลไปทั่วภาพ เน้นความใกล้ ไกล ลึก ตื้นด้วยบรรยากาศของน้ำหนักจนเกือบไม่คำนึงถึงปริมาตรของรูปทรง
6. ให้น้ำหนักอ่อนทั้งรูปและพื้น ไม่เน้นปริมาตรของรูปทรง แต่เน้นความสว่างของแสงให้จ้า ไม่มีเงา
7. ให้แสงเต้นระริกกระจายไปทั่วๆ ภาพ
ลักษณะของแสงเงาที่ใช้ในการวาดเขียนแบ่งออกเป็น 6 ค่า
1. แสงสว่างที่สุด (HIGH LIGHT) เป็นบริเวณที่วัตถุกระทบแสงโดยตรง ทำให้ส่วนนั้นมีน้ำหนักอ่อนที่สุด ถ้าวัตถุเป็นสีขาวบริเวณนั้นจะปล่อยว่าง ไม่ต้องลงเงาก็ได้
2. แสงสว่าง (LIGHT) เป็นบริเวณที่ไม่ถูกแสงโดยตรง แต่มีบางส่วนที่ได้รับอิทธิพลจากแสง การลงน้ำหนักบริเวณนี้ต้องให้อ่อนจางแต่แก่กว่าบริเวณแสงสว่างที่สดุดเล็กน้อย
3. แสงสะท้อน (REFLECTED LIGHT) เป็นบริเวณของวัตถุที่ไม่ได้กระทบแสงโดยตรง หากอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเงาแต่ถูกแสงสะท้อนจากวัตถุที่อยู่ใกล้ๆ กันมากระทบ น้ำหนักของบริเวณนี้จะอ่อนกว่าบริเวณที่เป็นเงา ค่าของแสงสะท้อนจะให้ความรู้สึกในภาพมีมิติ มีมวลสาร มีชีวิตชีวา ดูเหมือนมีอากาศอยู่รอบๆ
4. เงา (DARK) เป็นบริเวณที่ได้รับอิทธิพลของแสงน้อยมาก ซึ่งเงาบริเวณนี้จะต้องแรเงาให้มีน้ำหนักเข้มกว่าบริเวณแสงสว่างพอประมาณ พอที่จะแยกแสงและเงาออกจากกันได้
5. เงามืด (DARKEST) เป็นบริเวณที่ไม่ได้รับอิทธิพลของแสงจึงต้องแรเงาด้วยน้ำหนักที่เข้มกว่าบริเวณอื่นๆ ทั้งหมดของวัตถุ
6. เงาตกทอด (CAST SHADOW) เป็นบริเวณที่เงาของวัตถุนั้นๆ ทอดไปตามพื้นที่รองรับวัตถุ โดยจะมีน้ำหนักแก่กว่าบริเวณแสงสะท้อน ขนาดและรูปร่างของเงาตกทอดจะขึ้นอยู่กับทิศทางของแสง รูปร่างของวัตถุและพื้น
เทคนิคการแรเงาน้ำหนัก เมื่อตรวจแก้ไขข้อบกพร่องของภาพร่างดีแล้ว และเป็นภาพร่างที่พร้อมจะแรเงาน้ำหนักการกำหนดแสงเงาบนวัตถุในภาพร่างซึ่งมีรูปทรงต่างๆ นั้น อาจลำดับขั้นตอนของกระบวนการได้ ดังนี้
1. หรี่ตาดูวัตถุที่เป็นหุ่น กำหนดพื้นที่แบ่งส่วนระหว่างแสงเงาออกจากกันให้ชัดเจนด้วยเส้นร่างเบาๆบนรูปทรงของภาพร่างที่วาดไว้นั้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคร่าวๆ คือ แสงกับเงาเท่านั้น
2. แรเงาน้ำหนักในส่วนพื้นที่ที่เป็นเงาทั้งหมด ด้วยน้ำหนักเบาที่สุดของเงาที่ตกทอดบนวัตถุ และเว้นพื้นที่ส่วนที่เป็นแสงไว้
3. พิจารณาเปรียบเทียบน้ำหนักที่เบาที่สุดกับน้ำหนักที่เข้มในส่วนขึ้นอีกเท่าใด แล้วแบ่งน้ำหนักเงาที่อ่อนกับเงาที่เข้มขึ้นด้วยวิธีร่างเส้นแบ่งพื้นที่เบาๆ เช่นกันกับข้อ 1 จากนี้ก็แรเงาเพิ่มน้ำหนักในส่วนที่เข้มขึ้น ตลอดเวลาจะต้องเปรียบเทียบน้ำหนักของเงาที่ลงใหม่กับเงาอ่อนและแสงที่เว้นไว้อยู่เสมอเพื่อให้การแรเงาน้ำหนักได้ใกล้เคียงความเป็นจริง การแรเงาน้ำหนักต้องลงรวมๆ ไปทีละน้ำหนัก จะทำให้คุมน้ำหนักได้ง่าย
4. การแรเงาน้ำหนักที่เข้มขึ้นจะใช้วิธีการเดียวกับข้อ 1 และข้อ 3 จนครบกระบวนการ จะทำให้ได้ภาพที่มีน้ำหนักแสงเงาใกล้เคียงกับความเป็นจริงจากนั้นเกลี่ยน้ำหนักที่แบ่งไว้ในเบื้องต้นให้ประสานกลมกลืนกัน
5. พิจารณาในส่วนของแสงที่เว้นไว้ จะเห็นว่ามีน้ำหนักอ่อนแก่เช่นเดียวกับในส่วนของเงาต้องใช้ดินสอลงน้ำหนักแผ่วๆ ในส่วนของแสงที่เว้นไว้ เพื่อให้รายละเอียดของแสงเงามีน้ำหนักที่สมบูรณ์
6. เงาตกทอด ใช้หลักการเดียวกับการแรเงาน้ำหนักบนวัตถุที่กล่าวมาแล้ว แต่ต้องสังเกตทิศทางของแสงประกอบการเขียนแสงในการวาดเขียนปกติจะใช้ประมาณ 45? -- กับพื้น แต่มีข้อสังเกต คือ ถ้าแสงมาจากมุมที่สูง จะเห็นเงาตกทอดสั้น ถ้าแสงมาจากมุมที่ต่ำลง เงาตกทอดจะยาวขึ้น ในส่วนน้ำหนักของเงาตกทอดเองก็จะมีน้ำหนักอ่อนแก่เช่นเดียวกับแสงเงาบนวัตถุ คือเงาที่อยู่ใกล้วัตถุจะมีความเข้มกว่าเงาที่ทอดห่างตัววัตถุสาเหตุมาจากแสงสะท้อนรอบๆ ตัววัตถุที่สะท้อนเข้ามาลบเงาให้จางลง
การแรเงาให้เกิดมิติ ใกล้ กลาง ไกล ความอ่อน กลาง แก่ของน้ำหนัก นอกจากจะใช้เพื่อสร้างมิติให้เกิดความรู้สึก สูง ต่ำ หนา บาง แก่ วัตถุในภาพแล้ว น้ำหนักยังใช้สร้างมิติแห่งความรู้สึกด้านระยะใกล้ไกลของวัตถุในภาพอีกด้วย ค่าน้ำหนักถ้าใช้ในการสร้างความรู้สึกด้านมิติแก่วัตถุ ค่าน้ำหนักแก่จะให้ความรู้สึกต่ำหรือลึกลงไป ค่าน้ำหนักที่อ่อนจะให้ความรู้สึกที่สูงหรือนูนขึ้นมา ส่วนในการสร้างความรู้สึกด้านระยะใกล้-ไกล ระยใกล้จะใช้ค่าน้ำหนักแสงเงาที่ชัดเจนกว่าระยะไกล ระยะกลางก็ใช้ค่าน้ำหนักที่อ่อนลง และระยะไกลก็จะแรเงาให้อ่อนที่สุด หรือเน้นรายละเอียด หรือเส้นให้น้อยกว่าระยะกลางและใกล้ นอกจากนี้ การแรเงาน้ำหนักลักษณะของผิววัตถุ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้การวาดเขียนในสิ่งนั้นๆ ดูเหมือนจริงขึ้น หากสามารถถ่ายทอดลักษณะผิวและสีสันของวัตถุออกมาเป็นงานขาว-ดำได้อย่างครบถ้วน ข้อสำคัญควรฝึกการอ่านเปรียบเทียบสีของวัตถุที่ใช้เป็นแบบในการเขียนให้ดีว่า สีใด มีค่าน้ำหนักอ่อนแก่กว่ากันเช่นไร โดยทบทวนจากวิชาทฤษฎีสี เมื่อนำมาวาดเขียนแปลงเป็นภาพขาว-ดำ จะทำให้ได้ความรู้สึกที่เหมือนจริงตามธรรมชาติของสิ่งนั้น และดูดีในฐานะที่เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง แต่ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับสภาพของแสง และ เงา ที่จะเป็นตัวแปรในการกำหนดอีกครั้งหนึ่ง
องค์ประกอบทางศิลปะ (ระดับชั้น ม.4,5,6)
การจัดองค์ประกอบทางศิลปะ
การจัดองค์ประกอบทางศิลปะ เป็น หลักสำคัญสำหรับผู้สร้างสรรค์ และผู้ศึกษางานศิลปะ เนื่องจากผลงานศิลปะใด ๆ ก็ตาม ล้วนมีคุณค่าอยู่ 2 ประการ คือ คุณค่าทางด้านรูปทรง และ คุณค่าทางด้านเรื่องราว คุณค่าทางด้านรูปทรง เกิดจากการนำเอา องค์ประกอบต่าง ๆ ของ ศิลปะ อันได้แก่ เส้น สี แสงและเงา รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว ฯลฯ มาจัดเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความงาม ซึ่งแนวทางในการนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาจัดรวมกันนั้นเรียกว่า การจัดองค์ ประกอบศิลป์ (Art Composition) โดยมีหลักการจัดตามที่จะกล่าวต่อไป อีกคุณค่าหนึ่งของงานศิลปะ คือ คุณค่าทางด้านเนื้อหา เป็นเรื่องราว หรือสาระของผลงานที่ศิลปินผู้สร้าง สรรค์ต้องการที่จะแสดงออกมา ให้ผู้ชมได้สัมผัส รับรู้ โดยอาศัยรูปลักษณะที่เกิดจากการจัดองค์ประกอบศิลป์นั่นเองหรืออาจกล่าวได้ว่า ศิลปิน นำเสนอเนื้อหาเรื่องราวผ่านรูปลักษณะที่เกิดจากการจัดองค์ประกอบทางศิลปะ ถ้าองค์ประกอบที่จัดขึ้น ไม่สัมพันธ์กับเนื้อหาเรื่องราวที่นำเสนอ งานศิลปะนั้นก็จะขาดคุณค่าทางความงามไป ดังนั้นการจัดองค์ประกอบศิลป์ จึงมีความสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะเป็นอย่างยิ่งเพราะจะทำให้งานศิลปะทรงคุณค่าทางความงามอย่างสมบูรณ์
การจัดองค์ประกอบของศิลปะ มีหลักที่ควรคำนึง อยู่ 5 ประการ คือ
1. สัดส่วน (Proportion)
สัดส่วน หมายถึง ความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมระหว่างขนาดของ องค์ประกอบที่แตกต่างกัน ทั้งขนาดที่อยู่ในรูปทรงเดียวกันหรือระหว่างรูปทรง และรวมถึง ความสัมพันธ์กลมกลืนระหว่างองค์ประกอบทั้งหลายด้วย ซึ่งเป็นความพอเหมาะพอดี ไม่ มากไม่น้อย ขององค์ประกอบทั้งหลายที่นำมาจัดรวมกัน ความเหมาะสมของสัดส่วนอาจ พิจารณาจากคุณลักษณะดังต่อไปนี้
1.1 สัดส่วนที่เป็นมาตรฐาน จากรูปลักษณะตามธรรมชาต ของ คน สัตว์ พืช ซึ่งโดยทั่วไป ถือว่า สัดส่วนตามธรรมชาติ จะมีความงามที่เหมาะสมที่สุด หรือจากรูปลักษณะที่เป็นการ สร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น Gold section เป็นกฎในการสร้างสรรค์รูปทรงของกรีก ซึ่งถือว่า "ส่วนเล็กสัมพันธ์กับส่วนที่ใหญ่กว่า ส่วนที่ใหญ่กว่าสัมพันธ์กับส่วนรวม" ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมีสัดส่วนที่สัมพันธ์กับทุกสิ่งอย่างลงตัว
1.2 สัดส่วนจากความรู้สึก โดยที่ศิลปะนั้นไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความงามของรูปทรงเพียง อย่างเดียว แต่ยังสร้างขึ้นเพื่อแสดงออกถึง เนื้อหา เรื่องราว ความรู้สึกด้วย สัดส่วนจะช่วย เน้นอารมณ์ ความรู้สึก ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และเรื่องราวที่ศิลปินต้องการ ลักษณะเช่น นี้ ทำให้งานศิลปะของชนชาติต่าง ๆ มีลักษณะแตกต่างกัน เนื่องจากมีเรื่องราว อารมณ์ และ ความรู้สึกที่ต้องการแสดงออกต่าง ๆ กันไป เช่น กรีก นิยมในความงามตามธรรมชาติเป็น อุดมคติ เน้นความงามที่เกิดจากการประสานกลมกลืนของรูปทรง จึงแสดงถึงความเหมือน จริงตามธรรมชาติ ส่วนศิลปะแอฟริกันดั้งเดิม เน้นที่ความรู้สึกทางวิญญานที่น่ากลัว ดังนั้น รูปลักษณะจึงมีสัดส่วนที่ผิดแผกแตกต่างไปจากธรรมชาติทั่วไป
2. ความสมดุล (Balance)
ความสมดุล หรือ ดุลยภาพ หมายถึง น้ำหนักที่เท่ากันขององค์ประกอบ ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ในทางศิลปะยังรวมถึงความประสานกลมกลืน ความพอเหมาะพอดีของ ส่วนต่าง ๆ ในรูปทรงหนึ่ง หรืองานศิลปะชิ้นหนึ่ง การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ลงใน งานศิลปกรรมนั้นจะต้องคำนึงถึงจุดศูนย์ถ่วง ในธรรมชาตินั้น ทุกสิ่งสิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ล้มเพราะมีน้ำหนักเฉลี่ยเท่ากันทุกด้าน ฉะนั้น ในงานศิลปะถ้ามองดูแล้วรู้สึกว่าบางส่วนหนักไป แน่นไป หรือ เบา บางไปก็จะทำให้ภาพนั้นดูเอนเอียง และเกิดความ รู้สึกไม่สมดุล เป็นการบกพร่องทางความงาม ดุลยภาพในงานศิลปะ มี 2 ลักษณะ คือ
1. ดุลยภาพแบบสมมาตร (Symmetry Balance) หรือ ความสมดุลแบบซ้ายขวาเหมือนกัน คือ การวางรูปทั้งสองข้างของแกนสมดุล เป็นการสมดุลแบบธรรมชาติลักษณะแบบนี้ใน ทางศิลปะมีใช้น้อย ส่วนมากจะใช้ในลวดลายตกแต่ง ในงานสถาปัตยกรรมบางแบบ หรือ ในงานที่ต้องการดุลยภาพที่นิ่งและมั่นคงจริง ๆ
2. ดุลยภาพแบบอสมมาตร (Asymmetry Balance) หรือ ความสมดุลแบบซ้ายขวาไม่เหมือน กัน มักเป็นการสมดุลที่เกิดจาการจัดใหม่ของมนุษย์ ซึ่งมีลักษณะที่ทางซ้ายและขวาจะไม่ เหมือนกัน ใช้องค์ประกอบที่ไม่เหมือนกัน แต่มีความสมดุลกัน อาจเป็นความสมดุลด้วย น้ำหนักขององค์ประกอบ หรือสมดุลด้วยความรู้สึกก็ได้ การจัดองค์ประกอบให้เกิดความ สมดุลแบบอสมมาตรอาจทำได้โดย เลื่อนแกนสมดุลไปทางด้านที่มีน้ำหนักมากว่า หรือ เลื่อนรูปที่มีน้ำหนักมากว่าเข้าหาแกน จะทำให้เกิดความสมดุลขึ้น หรือใช้หน่วยที่มีขนาด เล็กแต่มีรูปลักษณะที่น่าสนใจถ่วงดุลกับรูปลักษณะที่มีขนาดใหญ่แต่มีรูปแบบธรรมดา
3. จังหวะลีลา (Rhythm)
จังหวะลีลา หมายถึง การเคลื่อนไหวที่เกิดจาการซ้ำกันขององค์ประกอบ เป็นการซ้ำที่เป็นระเบียบ จากระเบียบธรรมดาที่มีช่วงห่างเท่าๆ กัน มาเป็นระเบียบที่สูงขึ้น ซับซ้อนขึ้นจนถึงขั้นเกิดเป็นรูปลักษณะของศิลปะ โดยเกิดจาก การซ้ำของหน่วย หรือการสลับกันของหน่วยกับช่องไฟ หรือเกิดจาก การเลื่อนไหลต่อเนื่องกันของเส้น สี รูปทรง หรือ น้ำหนัก
รูปแบบๆ หนึ่ง อาจเรียกว่าแม่ลาย การนำแม่ลายมาจัดวางซ้ำ ๆ กันทำให้เกิดจังหวะ และถ้าจัดจังหวะให้แตกต่างกันออกไป ด้วยการเว้นช่วง หรือสลับช่วง ก็จะเกิดลวดลาย ที่แตกต่างกันออกไป ได้อย่างมากมาย แต่จังหวะของลายเป็นจังหวะอย่างง่าย ๆ ให้ความ รู้สึกเพียงผิวเผิน และเบื่อง่าย เนื่องจากขาดความหมาย เป็นการรวมตัวของสิ่งที่เหมือนกัน แต่ไม่มีความหมายในตัวเอง จังหวะที่น่าสนใจและมีชีวิต ได้แก่ การเคลื่อนไหวของ คน สัตว์ การเติบโตของพืช การเต้นรำ เป็นการเคลื่อนไหวของโครงสร้างที่ให้ความบันดาล ใจในการสร้างรูปทรงที่มีความหมาย
เนื่องจากจังหวะของลายนั้น ซ้ำตัวเองอยู่ตลอดไปไม่มีวันจบ และมีแบบรูปของการซ้ำ ที่ตายตัว แต่งานศิลปะแต่ละชิ้นจะต้องจบลงอย่างสมบูรณ์ และมีความหมายในตัว งาน ศิลปะทุกชิ้นมีกฎเกณฑ์และระเบียบที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน งานชิ้นใดที่แสดงระเบียบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเกินไป งานชิ้นนั้นก็จะจำกัดตัวเอง ไม่ต่าง อะไรกับลวดลายที่มองเห็นได้ง่าย ไม่มีความหมาย ให้ผลเพียงความเพลิดเพลินสบายตาแก่ผู้ชม
4. การเน้น (Emphasis)
การเน้น หมายถึง การกระทำให้เด่นเป็นพิเศษกว่าธรรมดา ในงานศิลปะจะต้องมี ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือจุดใดจุดหนึ่ง ที่มีความสำคัญกว่าส่วนอื่น ๆ เป็นประธานอยู่ ถ้าส่วนนั้นๆ อยู่ปะปนกับส่วนอื่น ๆ และมีลักษณะเหมือน ๆ กัน ก็อาจถูกกลืน หรือ ถูกส่วนอื่นๆที่มีความสำคัญน้อยกว่าบดบัง หรือแย่งความสำคัญ ความน่าสนใจไปเสียงานที่ไม่มีจุดสนใจ หรือประธาน จะทำให้ดูน่าเบื่อ เหมือนกับลวดลายที่ถูกจัดวางซ้ำกันโดยปราศจากความหมาย หรือเรื่องราวที่น่าสนใจดังนั้น ส่วนนั้นจึงต้องถูกเน้น ให้เห็นเด่นชัดขึ้นมา เป็นพิเศษกว่าส่วนอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ผลงานมีความงาม สมบูรณ์ ลงตัว และน่าสนใจมากขึ้น การเน้นจุดสนใจสามารถทำได้ 3 วิธี คือ
1. การเน้นด้วยการใช้องค์ประกอบที่ตัดกัน (Emphasis by Contrast) สิ่งที่แปลกแตก ต่างไปจากส่วนอื่นๆ ของงาน จะเป็นจุดสนใจ ดังนั้น การใช้องค์ประกอบที่มีลักษณะ แตกต่าง หรือขัดแย้ง กับส่วนอื่น ก็จะทำให้เกิดจุดสนใจขึ้นในผลงานได้ แต่ทั้งนี้ต้อง พิจารณาลักษณะความแตกต่างที่นำมาใช้ด้วยว่า ก่อให้เกิดความขัดแย้งกันในส่วนรวม และทำให้เนื้อหาของงานเปลี่ยนไปหรือไม่ โดยต้องคำนึงว่า แม้มีความขัดแย้ง แตก ต่างกันในบางส่วน และในส่วนรวมยังมีความกลมกลืนเป็นเอกภาพเดียวกัน
2. การเน้นด้วยการด้วยการอยู่โดดเดี่ยว (Emphasis by Isolation) เมื่อสิ่งหนึ่งถูกแยก ออกไปจากส่วนอื่น ๆ ของภาพ หรือกลุ่มของมัน สิ่งนั้นก็จะเป็นจุดสนใจ เพราะเมื่อ แยกออกไปแล้วก็จะเกิดความสำคัญขึ้นมา ซึ่งเป็นผลจากความแตกต่าง ที่ไม่ใช่แตก ต่างด้วยรูปลักษณะ แต่เป็นเรื่องของตำแหน่งที่จัดวาง ซึ่งในกรณีนี้ รูปลักษณะนั้นไม่ จำเป็นต้องแตกต่างจากรูปอื่น แต่ตำแหน่งของมันได้ดึงสายตาออกไป จึงกลายเป็น จุดสนใจขึ้นมา
3. การเน้นด้วยการจัดวางตำแหน่ง (Emphasis by Placement) เมื่อองค์ประกอบอื่น ๆ ชี้นำมายังจุดใด ๆ จุดนั้นก็จะเป็นจุดสนใจที่ถูกเน้นขึ้นมา และการจัดวางตำแหน่งที่ เหมาะสม ก็สามารถทำให้จุดนั้นเป็นจุดสำคัญขึ้นมาได้เช่นกัน
พึงเข้าใจว่า การเน้น ไม่จำเป็นจะต้องชี้แนะให้เห็นเด่นชัดจนเกินไป สิ่งที่จะต้อง ระลึกถึงอยู่เสมอ คือ เมื่อจัดวางจุดสนใจแล้ว จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สิ่งอื่นมา ดึงความสนใจออกไป จนทำให้เกิดความสับสน การเน้น สามารถกระทำได้ด้วยองค์ ประกอบต่าง ๆ ของศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น เส้น สี แสง-เงา รูปร่าง รูปทรง หรือ พื้นผิว ทั้งนี้ขึ้นอยู่ความต้องการในการนำเสนอของศิลปินผู้สร้างสรรค์
5. เอกภาพ (Unity)
เอกภาพ หมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์ประกอบศิลป์ทั้งด้านรูปลักษณะ และด้านเนื้อหาเรื่องราว เป็นการประสานหรือจัดระเบียบของส่วนต่าง ๆให้เกิดความเป็น หนึ่งเดียว เพื่อผลรวมอันไม่อาจแบ่งแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกไป การสร้างงานศิลปะ คือ การสร้างเอกภาพขึ้นจากความสับสน ความยุ่งเหยิง เป็นการจัดระเบียบ และดุลยภาพ ให้แก่สิ่งที่ขัดแย้งกันเพื่อให้รวมตัวกันได้ โดยการเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆให้สัมพันธ์กันเอกภาพของงานศิลปะ มีอยู่ 2 ประการ คือ
1. เอกภาพของการแสดงออก หมายถึง การแสดงออกทีมีจุดมุ่งหมายเดียว แน่นอน และมี ความเรียบง่าย งานชิ้นเดียวจะแสดงออกหลายความคิด หลายอารมณ์ไม่ได้ จะทำให้สับสน ขาดเอกภาพ และการแสดงออกด้วยลักษณะเฉพาตัวของศิลปินแต่ละคน ก็สามารถทำให้ เกิดเอกภาพแก่ผลงานได้ 2. เอกภาพของรูปทรง คือ การรวมตัวกันอย่างมีดุลยภาพ และมีระเบียบขององค์ประกอบ ทางศิลปะ เพื่อให้เกิดเป็นรูปทรงหนึ่ง ที่สามารถแสดงความคิดเห็นหรืออารมณ์ของศิลปิน ออกได้อย่างชัดเจน เอกภาพของรูปทรง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อความงามของผลงานศิลปะ เพราะเป็นสิ่งที่ศิลปินใช้เป็นสื่อในการแสดงออกถึงเรื่องราว ความคิด และอารมณ์ ดังนั้น กฎเกณฑ์ในการสร้างเอกภาพในงานศิลปะเป็นกฎเกณฑ์เดียวกันกับธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ 2 หัวข้อ คือ
1. กฎเกณฑ์ของการขัดแย้ง (Opposition) มีอยู่ 4 ลักษณะ คือ 1.1 การขัดแย้งขององค์ประกอบทางศิลปะแต่ละชนิด และรวมถึงการขัดแย้งกันของ องค์ประกอบต่างชนิดกันด้วย 1.2 การขัดแย้งของขนาด 1.3 การขัดแย้งของทิศทาง 1.4 การขัดแย้งของที่ว่างหรือ จังหวะ 2. กฎเกณฑ์ของการประสาน (Transition) คือ การทำให้เกิดความกลมกลืน ให้สิ่งต่าง ๆ เข้ากันด้อย่างสนิท เป็นการสร้างเอกภาพจากการรวมตัวของสิ่งที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน การประสานมีอยู่ 2 วิธี คือ
2.1 การเป็นตัวกลาง (Transition) คือ การทำสิ่งที่ขัดแย้งกันให้กลมกลืนกัน ด้วยการ ใช้ตัวกลางเข้าไปประสาน เช่น สีขาว กับสีดำ ซึ่งมีความแตกต่าง ขัดแย้งกันสามารถทำให้ อยู่ร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ ด้วยการใช้สีเทาเข้าไปประสาน ทำให้เกิดความกลมกลืนกัน มากขึ้น 2.2 การซ้ำ (Repetition) คือ การจัดวางหน่วยที่เหมือนกันตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไป เป็น การสร้างเอกภาพที่ง่ายที่สุด แต่ก็ทำให้ดูจืดชืด น่าเบื่อที่สุด นอกเหนือจากกฎเกณฑ์หลักคือ การขัดแย้งและการประสานแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์รอง อีก 2 ข้อ คือ
1. ความเป็นเด่น (Dominance) ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ 1.1 ความเป็นเด่นที่เกิดจากการขัดแย้ง ด้วยการเพิ่ม หรือลดความสำคัญ ความน่าสนใจ ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งของคู่ที่ขัดแย้งกัน 1.2 ความเป็นเด่นที่เกิดจากการประสาน
2. การเปลี่ยนแปร (Variation) คือ การเพิ่มความขัดแย้งลงในหน่วยที่ซ้ำกัน เพื่อป้องกัน ความจืดชืด น่าเบื่อ ซึ่งจะช่วยให้มีความน่าสนใจมากขึ้น การเปลี่ยนแปรมี 4 ลักษณะ คือ
2.1 การปลี่ยนแปรของรูปลักษณะ 2.2 การปลี่ยนแปรของขนาด 2.3 การปลี่ยนแปรของทิศทาง 2.4 การปลี่ยนแปรของจังหวะ
การเปลี่ยนแปรรูปลักษณะจะต้องรักษาคุณลักษณะของการซ้ำไว้ ถ้ารูปมีการเปลี่ยน แปรไปมาก การซ้ำก็จะหมดไป กลายเป็นการขัดแย้งเข้ามาแทน และ ถ้าหน่วยหนึ่งมีการ เปลี่ยนแปรอย่างรวดเร็ว มีความแตกต่างจากหน่วยอื่น ๆ มาก จะกลายเป็นความเป็นเด่น เป็นการสร้างเอกภาพด้วยความขัดแย้ง
การจัดองค์ประกอบทางศิลปะ เป็น หลักสำคัญสำหรับผู้สร้างสรรค์ และผู้ศึกษางานศิลปะ เนื่องจากผลงานศิลปะใด ๆ ก็ตาม ล้วนมีคุณค่าอยู่ 2 ประการ คือ คุณค่าทางด้านรูปทรง และ คุณค่าทางด้านเรื่องราว คุณค่าทางด้านรูปทรง เกิดจากการนำเอา องค์ประกอบต่าง ๆ ของ ศิลปะ อันได้แก่ เส้น สี แสงและเงา รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว ฯลฯ มาจัดเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความงาม ซึ่งแนวทางในการนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาจัดรวมกันนั้นเรียกว่า การจัดองค์ ประกอบศิลป์ (Art Composition) โดยมีหลักการจัดตามที่จะกล่าวต่อไป อีกคุณค่าหนึ่งของงานศิลปะ คือ คุณค่าทางด้านเนื้อหา เป็นเรื่องราว หรือสาระของผลงานที่ศิลปินผู้สร้าง สรรค์ต้องการที่จะแสดงออกมา ให้ผู้ชมได้สัมผัส รับรู้ โดยอาศัยรูปลักษณะที่เกิดจากการจัดองค์ประกอบศิลป์นั่นเองหรืออาจกล่าวได้ว่า ศิลปิน นำเสนอเนื้อหาเรื่องราวผ่านรูปลักษณะที่เกิดจากการจัดองค์ประกอบทางศิลปะ ถ้าองค์ประกอบที่จัดขึ้น ไม่สัมพันธ์กับเนื้อหาเรื่องราวที่นำเสนอ งานศิลปะนั้นก็จะขาดคุณค่าทางความงามไป ดังนั้นการจัดองค์ประกอบศิลป์ จึงมีความสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะเป็นอย่างยิ่งเพราะจะทำให้งานศิลปะทรงคุณค่าทางความงามอย่างสมบูรณ์
การจัดองค์ประกอบของศิลปะ มีหลักที่ควรคำนึง อยู่ 5 ประการ คือ
1. สัดส่วน (Proportion)
สัดส่วน หมายถึง ความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมระหว่างขนาดของ องค์ประกอบที่แตกต่างกัน ทั้งขนาดที่อยู่ในรูปทรงเดียวกันหรือระหว่างรูปทรง และรวมถึง ความสัมพันธ์กลมกลืนระหว่างองค์ประกอบทั้งหลายด้วย ซึ่งเป็นความพอเหมาะพอดี ไม่ มากไม่น้อย ขององค์ประกอบทั้งหลายที่นำมาจัดรวมกัน ความเหมาะสมของสัดส่วนอาจ พิจารณาจากคุณลักษณะดังต่อไปนี้
1.1 สัดส่วนที่เป็นมาตรฐาน จากรูปลักษณะตามธรรมชาต ของ คน สัตว์ พืช ซึ่งโดยทั่วไป ถือว่า สัดส่วนตามธรรมชาติ จะมีความงามที่เหมาะสมที่สุด หรือจากรูปลักษณะที่เป็นการ สร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น Gold section เป็นกฎในการสร้างสรรค์รูปทรงของกรีก ซึ่งถือว่า "ส่วนเล็กสัมพันธ์กับส่วนที่ใหญ่กว่า ส่วนที่ใหญ่กว่าสัมพันธ์กับส่วนรวม" ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมีสัดส่วนที่สัมพันธ์กับทุกสิ่งอย่างลงตัว
1.2 สัดส่วนจากความรู้สึก โดยที่ศิลปะนั้นไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความงามของรูปทรงเพียง อย่างเดียว แต่ยังสร้างขึ้นเพื่อแสดงออกถึง เนื้อหา เรื่องราว ความรู้สึกด้วย สัดส่วนจะช่วย เน้นอารมณ์ ความรู้สึก ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และเรื่องราวที่ศิลปินต้องการ ลักษณะเช่น นี้ ทำให้งานศิลปะของชนชาติต่าง ๆ มีลักษณะแตกต่างกัน เนื่องจากมีเรื่องราว อารมณ์ และ ความรู้สึกที่ต้องการแสดงออกต่าง ๆ กันไป เช่น กรีก นิยมในความงามตามธรรมชาติเป็น อุดมคติ เน้นความงามที่เกิดจากการประสานกลมกลืนของรูปทรง จึงแสดงถึงความเหมือน จริงตามธรรมชาติ ส่วนศิลปะแอฟริกันดั้งเดิม เน้นที่ความรู้สึกทางวิญญานที่น่ากลัว ดังนั้น รูปลักษณะจึงมีสัดส่วนที่ผิดแผกแตกต่างไปจากธรรมชาติทั่วไป
2. ความสมดุล (Balance)
ความสมดุล หรือ ดุลยภาพ หมายถึง น้ำหนักที่เท่ากันขององค์ประกอบ ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ในทางศิลปะยังรวมถึงความประสานกลมกลืน ความพอเหมาะพอดีของ ส่วนต่าง ๆ ในรูปทรงหนึ่ง หรืองานศิลปะชิ้นหนึ่ง การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ลงใน งานศิลปกรรมนั้นจะต้องคำนึงถึงจุดศูนย์ถ่วง ในธรรมชาตินั้น ทุกสิ่งสิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ล้มเพราะมีน้ำหนักเฉลี่ยเท่ากันทุกด้าน ฉะนั้น ในงานศิลปะถ้ามองดูแล้วรู้สึกว่าบางส่วนหนักไป แน่นไป หรือ เบา บางไปก็จะทำให้ภาพนั้นดูเอนเอียง และเกิดความ รู้สึกไม่สมดุล เป็นการบกพร่องทางความงาม ดุลยภาพในงานศิลปะ มี 2 ลักษณะ คือ
1. ดุลยภาพแบบสมมาตร (Symmetry Balance) หรือ ความสมดุลแบบซ้ายขวาเหมือนกัน คือ การวางรูปทั้งสองข้างของแกนสมดุล เป็นการสมดุลแบบธรรมชาติลักษณะแบบนี้ใน ทางศิลปะมีใช้น้อย ส่วนมากจะใช้ในลวดลายตกแต่ง ในงานสถาปัตยกรรมบางแบบ หรือ ในงานที่ต้องการดุลยภาพที่นิ่งและมั่นคงจริง ๆ
2. ดุลยภาพแบบอสมมาตร (Asymmetry Balance) หรือ ความสมดุลแบบซ้ายขวาไม่เหมือน กัน มักเป็นการสมดุลที่เกิดจาการจัดใหม่ของมนุษย์ ซึ่งมีลักษณะที่ทางซ้ายและขวาจะไม่ เหมือนกัน ใช้องค์ประกอบที่ไม่เหมือนกัน แต่มีความสมดุลกัน อาจเป็นความสมดุลด้วย น้ำหนักขององค์ประกอบ หรือสมดุลด้วยความรู้สึกก็ได้ การจัดองค์ประกอบให้เกิดความ สมดุลแบบอสมมาตรอาจทำได้โดย เลื่อนแกนสมดุลไปทางด้านที่มีน้ำหนักมากว่า หรือ เลื่อนรูปที่มีน้ำหนักมากว่าเข้าหาแกน จะทำให้เกิดความสมดุลขึ้น หรือใช้หน่วยที่มีขนาด เล็กแต่มีรูปลักษณะที่น่าสนใจถ่วงดุลกับรูปลักษณะที่มีขนาดใหญ่แต่มีรูปแบบธรรมดา
3. จังหวะลีลา (Rhythm)
จังหวะลีลา หมายถึง การเคลื่อนไหวที่เกิดจาการซ้ำกันขององค์ประกอบ เป็นการซ้ำที่เป็นระเบียบ จากระเบียบธรรมดาที่มีช่วงห่างเท่าๆ กัน มาเป็นระเบียบที่สูงขึ้น ซับซ้อนขึ้นจนถึงขั้นเกิดเป็นรูปลักษณะของศิลปะ โดยเกิดจาก การซ้ำของหน่วย หรือการสลับกันของหน่วยกับช่องไฟ หรือเกิดจาก การเลื่อนไหลต่อเนื่องกันของเส้น สี รูปทรง หรือ น้ำหนัก
รูปแบบๆ หนึ่ง อาจเรียกว่าแม่ลาย การนำแม่ลายมาจัดวางซ้ำ ๆ กันทำให้เกิดจังหวะ และถ้าจัดจังหวะให้แตกต่างกันออกไป ด้วยการเว้นช่วง หรือสลับช่วง ก็จะเกิดลวดลาย ที่แตกต่างกันออกไป ได้อย่างมากมาย แต่จังหวะของลายเป็นจังหวะอย่างง่าย ๆ ให้ความ รู้สึกเพียงผิวเผิน และเบื่อง่าย เนื่องจากขาดความหมาย เป็นการรวมตัวของสิ่งที่เหมือนกัน แต่ไม่มีความหมายในตัวเอง จังหวะที่น่าสนใจและมีชีวิต ได้แก่ การเคลื่อนไหวของ คน สัตว์ การเติบโตของพืช การเต้นรำ เป็นการเคลื่อนไหวของโครงสร้างที่ให้ความบันดาล ใจในการสร้างรูปทรงที่มีความหมาย
เนื่องจากจังหวะของลายนั้น ซ้ำตัวเองอยู่ตลอดไปไม่มีวันจบ และมีแบบรูปของการซ้ำ ที่ตายตัว แต่งานศิลปะแต่ละชิ้นจะต้องจบลงอย่างสมบูรณ์ และมีความหมายในตัว งาน ศิลปะทุกชิ้นมีกฎเกณฑ์และระเบียบที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน งานชิ้นใดที่แสดงระเบียบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเกินไป งานชิ้นนั้นก็จะจำกัดตัวเอง ไม่ต่าง อะไรกับลวดลายที่มองเห็นได้ง่าย ไม่มีความหมาย ให้ผลเพียงความเพลิดเพลินสบายตาแก่ผู้ชม
4. การเน้น (Emphasis)
การเน้น หมายถึง การกระทำให้เด่นเป็นพิเศษกว่าธรรมดา ในงานศิลปะจะต้องมี ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือจุดใดจุดหนึ่ง ที่มีความสำคัญกว่าส่วนอื่น ๆ เป็นประธานอยู่ ถ้าส่วนนั้นๆ อยู่ปะปนกับส่วนอื่น ๆ และมีลักษณะเหมือน ๆ กัน ก็อาจถูกกลืน หรือ ถูกส่วนอื่นๆที่มีความสำคัญน้อยกว่าบดบัง หรือแย่งความสำคัญ ความน่าสนใจไปเสียงานที่ไม่มีจุดสนใจ หรือประธาน จะทำให้ดูน่าเบื่อ เหมือนกับลวดลายที่ถูกจัดวางซ้ำกันโดยปราศจากความหมาย หรือเรื่องราวที่น่าสนใจดังนั้น ส่วนนั้นจึงต้องถูกเน้น ให้เห็นเด่นชัดขึ้นมา เป็นพิเศษกว่าส่วนอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ผลงานมีความงาม สมบูรณ์ ลงตัว และน่าสนใจมากขึ้น การเน้นจุดสนใจสามารถทำได้ 3 วิธี คือ
1. การเน้นด้วยการใช้องค์ประกอบที่ตัดกัน (Emphasis by Contrast) สิ่งที่แปลกแตก ต่างไปจากส่วนอื่นๆ ของงาน จะเป็นจุดสนใจ ดังนั้น การใช้องค์ประกอบที่มีลักษณะ แตกต่าง หรือขัดแย้ง กับส่วนอื่น ก็จะทำให้เกิดจุดสนใจขึ้นในผลงานได้ แต่ทั้งนี้ต้อง พิจารณาลักษณะความแตกต่างที่นำมาใช้ด้วยว่า ก่อให้เกิดความขัดแย้งกันในส่วนรวม และทำให้เนื้อหาของงานเปลี่ยนไปหรือไม่ โดยต้องคำนึงว่า แม้มีความขัดแย้ง แตก ต่างกันในบางส่วน และในส่วนรวมยังมีความกลมกลืนเป็นเอกภาพเดียวกัน
2. การเน้นด้วยการด้วยการอยู่โดดเดี่ยว (Emphasis by Isolation) เมื่อสิ่งหนึ่งถูกแยก ออกไปจากส่วนอื่น ๆ ของภาพ หรือกลุ่มของมัน สิ่งนั้นก็จะเป็นจุดสนใจ เพราะเมื่อ แยกออกไปแล้วก็จะเกิดความสำคัญขึ้นมา ซึ่งเป็นผลจากความแตกต่าง ที่ไม่ใช่แตก ต่างด้วยรูปลักษณะ แต่เป็นเรื่องของตำแหน่งที่จัดวาง ซึ่งในกรณีนี้ รูปลักษณะนั้นไม่ จำเป็นต้องแตกต่างจากรูปอื่น แต่ตำแหน่งของมันได้ดึงสายตาออกไป จึงกลายเป็น จุดสนใจขึ้นมา
3. การเน้นด้วยการจัดวางตำแหน่ง (Emphasis by Placement) เมื่อองค์ประกอบอื่น ๆ ชี้นำมายังจุดใด ๆ จุดนั้นก็จะเป็นจุดสนใจที่ถูกเน้นขึ้นมา และการจัดวางตำแหน่งที่ เหมาะสม ก็สามารถทำให้จุดนั้นเป็นจุดสำคัญขึ้นมาได้เช่นกัน
พึงเข้าใจว่า การเน้น ไม่จำเป็นจะต้องชี้แนะให้เห็นเด่นชัดจนเกินไป สิ่งที่จะต้อง ระลึกถึงอยู่เสมอ คือ เมื่อจัดวางจุดสนใจแล้ว จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สิ่งอื่นมา ดึงความสนใจออกไป จนทำให้เกิดความสับสน การเน้น สามารถกระทำได้ด้วยองค์ ประกอบต่าง ๆ ของศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น เส้น สี แสง-เงา รูปร่าง รูปทรง หรือ พื้นผิว ทั้งนี้ขึ้นอยู่ความต้องการในการนำเสนอของศิลปินผู้สร้างสรรค์
5. เอกภาพ (Unity)
เอกภาพ หมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์ประกอบศิลป์ทั้งด้านรูปลักษณะ และด้านเนื้อหาเรื่องราว เป็นการประสานหรือจัดระเบียบของส่วนต่าง ๆให้เกิดความเป็น หนึ่งเดียว เพื่อผลรวมอันไม่อาจแบ่งแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกไป การสร้างงานศิลปะ คือ การสร้างเอกภาพขึ้นจากความสับสน ความยุ่งเหยิง เป็นการจัดระเบียบ และดุลยภาพ ให้แก่สิ่งที่ขัดแย้งกันเพื่อให้รวมตัวกันได้ โดยการเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆให้สัมพันธ์กันเอกภาพของงานศิลปะ มีอยู่ 2 ประการ คือ
1. เอกภาพของการแสดงออก หมายถึง การแสดงออกทีมีจุดมุ่งหมายเดียว แน่นอน และมี ความเรียบง่าย งานชิ้นเดียวจะแสดงออกหลายความคิด หลายอารมณ์ไม่ได้ จะทำให้สับสน ขาดเอกภาพ และการแสดงออกด้วยลักษณะเฉพาตัวของศิลปินแต่ละคน ก็สามารถทำให้ เกิดเอกภาพแก่ผลงานได้ 2. เอกภาพของรูปทรง คือ การรวมตัวกันอย่างมีดุลยภาพ และมีระเบียบขององค์ประกอบ ทางศิลปะ เพื่อให้เกิดเป็นรูปทรงหนึ่ง ที่สามารถแสดงความคิดเห็นหรืออารมณ์ของศิลปิน ออกได้อย่างชัดเจน เอกภาพของรูปทรง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อความงามของผลงานศิลปะ เพราะเป็นสิ่งที่ศิลปินใช้เป็นสื่อในการแสดงออกถึงเรื่องราว ความคิด และอารมณ์ ดังนั้น กฎเกณฑ์ในการสร้างเอกภาพในงานศิลปะเป็นกฎเกณฑ์เดียวกันกับธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ 2 หัวข้อ คือ
1. กฎเกณฑ์ของการขัดแย้ง (Opposition) มีอยู่ 4 ลักษณะ คือ 1.1 การขัดแย้งขององค์ประกอบทางศิลปะแต่ละชนิด และรวมถึงการขัดแย้งกันของ องค์ประกอบต่างชนิดกันด้วย 1.2 การขัดแย้งของขนาด 1.3 การขัดแย้งของทิศทาง 1.4 การขัดแย้งของที่ว่างหรือ จังหวะ 2. กฎเกณฑ์ของการประสาน (Transition) คือ การทำให้เกิดความกลมกลืน ให้สิ่งต่าง ๆ เข้ากันด้อย่างสนิท เป็นการสร้างเอกภาพจากการรวมตัวของสิ่งที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน การประสานมีอยู่ 2 วิธี คือ
2.1 การเป็นตัวกลาง (Transition) คือ การทำสิ่งที่ขัดแย้งกันให้กลมกลืนกัน ด้วยการ ใช้ตัวกลางเข้าไปประสาน เช่น สีขาว กับสีดำ ซึ่งมีความแตกต่าง ขัดแย้งกันสามารถทำให้ อยู่ร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ ด้วยการใช้สีเทาเข้าไปประสาน ทำให้เกิดความกลมกลืนกัน มากขึ้น 2.2 การซ้ำ (Repetition) คือ การจัดวางหน่วยที่เหมือนกันตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไป เป็น การสร้างเอกภาพที่ง่ายที่สุด แต่ก็ทำให้ดูจืดชืด น่าเบื่อที่สุด นอกเหนือจากกฎเกณฑ์หลักคือ การขัดแย้งและการประสานแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์รอง อีก 2 ข้อ คือ
1. ความเป็นเด่น (Dominance) ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ 1.1 ความเป็นเด่นที่เกิดจากการขัดแย้ง ด้วยการเพิ่ม หรือลดความสำคัญ ความน่าสนใจ ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งของคู่ที่ขัดแย้งกัน 1.2 ความเป็นเด่นที่เกิดจากการประสาน
2. การเปลี่ยนแปร (Variation) คือ การเพิ่มความขัดแย้งลงในหน่วยที่ซ้ำกัน เพื่อป้องกัน ความจืดชืด น่าเบื่อ ซึ่งจะช่วยให้มีความน่าสนใจมากขึ้น การเปลี่ยนแปรมี 4 ลักษณะ คือ
2.1 การปลี่ยนแปรของรูปลักษณะ 2.2 การปลี่ยนแปรของขนาด 2.3 การปลี่ยนแปรของทิศทาง 2.4 การปลี่ยนแปรของจังหวะ
การเปลี่ยนแปรรูปลักษณะจะต้องรักษาคุณลักษณะของการซ้ำไว้ ถ้ารูปมีการเปลี่ยน แปรไปมาก การซ้ำก็จะหมดไป กลายเป็นการขัดแย้งเข้ามาแทน และ ถ้าหน่วยหนึ่งมีการ เปลี่ยนแปรอย่างรวดเร็ว มีความแตกต่างจากหน่วยอื่น ๆ มาก จะกลายเป็นความเป็นเด่น เป็นการสร้างเอกภาพด้วยความขัดแย้ง
25 สิงหาคม 2552
ความรู้เรื่องเส้น
ความสำคัญของ "เส้น" องค์ประกอบสำคัญที่สร้างสรรค์เพื่อความสวยงามของงานศิลปะ
น้องแอริณ ดาราดาวรุ่งค่ายเอ็กแซ็กท์ เปิดใจหนูไม่ได้เป็นเด็กเส้น ที่ได้เล่นละครผ่านการคัดเลือกตามขั้นตอนและความสามารถ ''''น้องแอริณ'''' ไฮโซทายาทเจ้าของอะไหล่เครื่องบินสวย ดาราหน้าใหม่ค่ายเอ็กแซ็กท์ สวยใสเพียบพร้อมสุดๆ แต่มีกระแสในเรื่องเรื่องแอ็คติ้ง เพราะยังเล่นละครแข็งทื่อ โดนกระแสในอินเทอร์เน็ต ว่าที่เธอได้เป็นดาราเพราะเป็น เด็กเส้น ของคุณหนูบอย (ที่มาข่าว)
คำว่า เส้น ในภาษาไทย ดูจะถูกนำมาใช้เกี่ยวข้องเกือบทุก ๆ เรื่องและยังมีส่วนสำคัญในเรื่องนั้น ๆ ทั้งเรื่องอาหาร เส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นก๋วยจั๋บ หรือแม้แต่วงการบันเทิง ที่มีเด็กเส้น หรือแม้แต่ในด้านศิลปะ เส้น (Line) ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างงาน จะเป็นอย่างไรลองมาศึกษากันดูนะครับ...
ลักษณะของเส้น
เส้น คือ ร่องรอยที่เกิดจากเคลื่อนที่ของจุด หรือถ้าเรานำจุดมาวางเรียงต่อ ๆ กันไป ก็จะเกิดเป็นเส้นขึ้น เส้นมีมิติเดียว คือ ความยาว ไม่มีความกว้าง ทำหน้าที่เป็นขอบเขต ของที่ว่าง รูปร่าง รูปทรง น้ำหนัก สี ตลอดจนกลุ่มรูปทรงต่าง ๆ รวมทั้งเป็นแกนหรือ โครงสร้างของรูปร่างรูปทรง เส้นถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของงานศิลปะทุกชนิด เส้นสามารถให้ความหมาย แสดง ความรู้สึก และอารมณ์ได้ด้วยตัวเอง และด้วยการสร้างเป็นรูปทรงต่าง ๆ ขึ้น เส้น มี 2 ลักษณะ ซึ่งเส้นทั้งสองชนิดนี้ เมื่อนำมาจัดวางในลักษณะต่าง ๆ กัน จะมีชื่อเรียกต่าง ๆ และให้ความหมาย ความรู้สึก ที่แตกต่างกัน ได้แก่
- เส้นตรง (Straight Line) - เส้นโค้ง (Curve Line)
ลักษณะของเส้น 1. เส้นตั้ง หรือ เส้นดิ่ง ให้ความรู้สึกทางความสูง สง่า มั่นคง แข็งแรง หนักแน่น เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อตรง
2. เส้นนอน ให้ความรู้สึกทางความกว้าง สงบ ราบเรียบ นิ่ง ผ่อนคลาย
3. เส้นเฉียง หรือ เส้นทะแยงมุม ให้ความรู้สึก เคลื่อนไหว รวดเร็ว ไม่มั่นคง
4. เส้นหยัก หรือ เส้นซิกแซก แบบฟันปลา ให้ความรู้สึก คลื่อนไหว อย่างเป็น จังหวะ มีระเบียบ ไม่ราบเรียบ น่ากลัว อันตราย ขัดแย้ง ความรุนแรง
5. เส้นโค้ง แบบคลื่น ให้ความรู้สึก เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ลื่นไหล ต่อเนื่อง สุภาพ อ่อนโยน นุ่มนวล
6. เส้นโค้งแบบก้นหอย ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว คลี่คลาย หรือเติบโตในทิศทางที่ หมุนวนออกมา ถ้ามองเข้าไปจะเห็นพลังความเคลื่อนไหวที่ไม่สิ้นสุด
7. เส้นโค้งวงแคบ ให้ความรู้สึกถึงพลังความเคลื่อนไหวที่รุนแรง การเปลี่ยนทิศทาง ที่รวดเร็ว ไม่หยุดนิ่ง
8. เส้นประ ให้ความรู้สึกที่ไม่ต่อเนื่อง ขาด หาย ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความเครียด
ความสำคัญของเส้น
1. ใช้ในการแบ่งที่ว่างออกเป็นส่วน ๆ
2. กำหนดขอบเขตของที่ว่าง หมายถึง ทำให้เกิดเป็นรูปร่าง (Shape) ขึ้นมา
3. กำหนดเส้นรอบนอกของรูปทรง ทำให้มองเห็นรูปทรง (Form) ชัดขึ้น
4. ทำหน้าที่เป็นน้ำหนักอ่อนแก่ ของแสดงและเงา หมายถึง การแรเงาด้วยเส้น
5. ให้ความรู้สึกด้วยการเป็นแกนหรือโครงสร้างของรูป และโครงสร้างของภาพ
ข้อคำถามสานต่อความคิด
- ลักษณะความแตกต่างของลายเส้นให้ความรู้สึกและสื่อความหมายอย่างไร
- ลักษณะของเส้นต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างไรกับงานศิลปะ
- เราสามารถปรับประยุกต์นำลายเส้นแต่ละลักษณะไปสร้างงานศิลปะได้อย่างไร
- เราสามารถนำความรู้จากเรื่องที่ศึกษาไปใช้ประโยชน์ต่อสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ได้อย่างไรบ้าง
เชื่อมโยงในองค์ความรู้
คณิตศาสตร์ รูปเรขาคณิต สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์
ภาษาไทย การเขียน การอธิบาย
สังคมศึกษาวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตของชาวไทยที่เกี่ยวข้อง นำมาเป็นแนวคิดในการวาดภาพระบายสี
สุขศึกษาและพลศึกษา การสร้างสนามกีฬาแต่ละประเภท
บูรณาการในทุกสาระการเรียนรู้ สามารถนำมาใช้เป็นกิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน กิจกรรมกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน เพิ่มเติมกิจกรรมนำไปใช้
- กิจกรรมวาภาพลายเส้นสร้างสรรค์งานอย่างอิสระ
- ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับงนศิลปะ
- ศึกษาและแสวงหาประสบการณ์ตรงทางด้านงานศิลปะในชุมชนท้องถิ่น
- สะสมภาพผลงานศิลปะที่มีความเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้
- ศึกษาให้ความสนใจงานศิลปะในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากทัศนศิลป์
น้องแอริณ ดาราดาวรุ่งค่ายเอ็กแซ็กท์ เปิดใจหนูไม่ได้เป็นเด็กเส้น ที่ได้เล่นละครผ่านการคัดเลือกตามขั้นตอนและความสามารถ ''''น้องแอริณ'''' ไฮโซทายาทเจ้าของอะไหล่เครื่องบินสวย ดาราหน้าใหม่ค่ายเอ็กแซ็กท์ สวยใสเพียบพร้อมสุดๆ แต่มีกระแสในเรื่องเรื่องแอ็คติ้ง เพราะยังเล่นละครแข็งทื่อ โดนกระแสในอินเทอร์เน็ต ว่าที่เธอได้เป็นดาราเพราะเป็น เด็กเส้น ของคุณหนูบอย (ที่มาข่าว)
คำว่า เส้น ในภาษาไทย ดูจะถูกนำมาใช้เกี่ยวข้องเกือบทุก ๆ เรื่องและยังมีส่วนสำคัญในเรื่องนั้น ๆ ทั้งเรื่องอาหาร เส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นก๋วยจั๋บ หรือแม้แต่วงการบันเทิง ที่มีเด็กเส้น หรือแม้แต่ในด้านศิลปะ เส้น (Line) ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างงาน จะเป็นอย่างไรลองมาศึกษากันดูนะครับ...
ลักษณะของเส้น
เส้น คือ ร่องรอยที่เกิดจากเคลื่อนที่ของจุด หรือถ้าเรานำจุดมาวางเรียงต่อ ๆ กันไป ก็จะเกิดเป็นเส้นขึ้น เส้นมีมิติเดียว คือ ความยาว ไม่มีความกว้าง ทำหน้าที่เป็นขอบเขต ของที่ว่าง รูปร่าง รูปทรง น้ำหนัก สี ตลอดจนกลุ่มรูปทรงต่าง ๆ รวมทั้งเป็นแกนหรือ โครงสร้างของรูปร่างรูปทรง เส้นถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของงานศิลปะทุกชนิด เส้นสามารถให้ความหมาย แสดง ความรู้สึก และอารมณ์ได้ด้วยตัวเอง และด้วยการสร้างเป็นรูปทรงต่าง ๆ ขึ้น เส้น มี 2 ลักษณะ ซึ่งเส้นทั้งสองชนิดนี้ เมื่อนำมาจัดวางในลักษณะต่าง ๆ กัน จะมีชื่อเรียกต่าง ๆ และให้ความหมาย ความรู้สึก ที่แตกต่างกัน ได้แก่
- เส้นตรง (Straight Line) - เส้นโค้ง (Curve Line)
ลักษณะของเส้น 1. เส้นตั้ง หรือ เส้นดิ่ง ให้ความรู้สึกทางความสูง สง่า มั่นคง แข็งแรง หนักแน่น เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อตรง
2. เส้นนอน ให้ความรู้สึกทางความกว้าง สงบ ราบเรียบ นิ่ง ผ่อนคลาย
3. เส้นเฉียง หรือ เส้นทะแยงมุม ให้ความรู้สึก เคลื่อนไหว รวดเร็ว ไม่มั่นคง
4. เส้นหยัก หรือ เส้นซิกแซก แบบฟันปลา ให้ความรู้สึก คลื่อนไหว อย่างเป็น จังหวะ มีระเบียบ ไม่ราบเรียบ น่ากลัว อันตราย ขัดแย้ง ความรุนแรง
5. เส้นโค้ง แบบคลื่น ให้ความรู้สึก เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ลื่นไหล ต่อเนื่อง สุภาพ อ่อนโยน นุ่มนวล
6. เส้นโค้งแบบก้นหอย ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว คลี่คลาย หรือเติบโตในทิศทางที่ หมุนวนออกมา ถ้ามองเข้าไปจะเห็นพลังความเคลื่อนไหวที่ไม่สิ้นสุด
7. เส้นโค้งวงแคบ ให้ความรู้สึกถึงพลังความเคลื่อนไหวที่รุนแรง การเปลี่ยนทิศทาง ที่รวดเร็ว ไม่หยุดนิ่ง
8. เส้นประ ให้ความรู้สึกที่ไม่ต่อเนื่อง ขาด หาย ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความเครียด
ความสำคัญของเส้น
1. ใช้ในการแบ่งที่ว่างออกเป็นส่วน ๆ
2. กำหนดขอบเขตของที่ว่าง หมายถึง ทำให้เกิดเป็นรูปร่าง (Shape) ขึ้นมา
3. กำหนดเส้นรอบนอกของรูปทรง ทำให้มองเห็นรูปทรง (Form) ชัดขึ้น
4. ทำหน้าที่เป็นน้ำหนักอ่อนแก่ ของแสดงและเงา หมายถึง การแรเงาด้วยเส้น
5. ให้ความรู้สึกด้วยการเป็นแกนหรือโครงสร้างของรูป และโครงสร้างของภาพ
ข้อคำถามสานต่อความคิด
- ลักษณะความแตกต่างของลายเส้นให้ความรู้สึกและสื่อความหมายอย่างไร
- ลักษณะของเส้นต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างไรกับงานศิลปะ
- เราสามารถปรับประยุกต์นำลายเส้นแต่ละลักษณะไปสร้างงานศิลปะได้อย่างไร
- เราสามารถนำความรู้จากเรื่องที่ศึกษาไปใช้ประโยชน์ต่อสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ได้อย่างไรบ้าง
เชื่อมโยงในองค์ความรู้
คณิตศาสตร์ รูปเรขาคณิต สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์
ภาษาไทย การเขียน การอธิบาย
สังคมศึกษาวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตของชาวไทยที่เกี่ยวข้อง นำมาเป็นแนวคิดในการวาดภาพระบายสี
สุขศึกษาและพลศึกษา การสร้างสนามกีฬาแต่ละประเภท
บูรณาการในทุกสาระการเรียนรู้ สามารถนำมาใช้เป็นกิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน กิจกรรมกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน เพิ่มเติมกิจกรรมนำไปใช้
- กิจกรรมวาภาพลายเส้นสร้างสรรค์งานอย่างอิสระ
- ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับงนศิลปะ
- ศึกษาและแสวงหาประสบการณ์ตรงทางด้านงานศิลปะในชุมชนท้องถิ่น
- สะสมภาพผลงานศิลปะที่มีความเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้
- ศึกษาให้ความสนใจงานศิลปะในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากทัศนศิลป์
ข้อสอบมาตราฐาน
1. หากนำเอาแม่สีทั้งสามสีมาผสมกัน
จะได้สีใด ประเภทใด
ก. สีเงิน
ข. สีทอง
ค. สีขาว
ง. สีเทา
2. สีใดจัดอยู่ในโทนสีร้อน
ก. สีน้ำเงิน
ข. สีส้มเหลือง
ค. สีเขียวเหลือง
ง. สีเขียวน้ำเงิน
3. การพับสีควรเลือกใช้สีชนิดใด จึงจะได้ สีสดใส
ก. สีโปสเตอร์
ข. สีฝุ่น
ค. สีน้ำ
ง. สีชอล์ก
4. ข้อใดเป็นภาพที่วาดเลียนแบบธรรมชาติ
ก. ภาพวัดต่างๆ
ข. ภาพบ้านหลังใหญ่
ค. ภาพพืชผักสวนครัว
ง. ภาพรถมอเตอร์ไซค์
5. การปั้นภาพวิถีชีวิตในชนบท ควรปั้นภาพใดเป็นจุดเด่นของภาพ
ก. ภาพชาวนาไถนา
ข. ภาพคนเล่นกีฬา
ค. ภาพรถยนต์
ง. ภาพตึกสูง
6. การแกะสลักจากสบู่ ควรเริ่มต้นจากข้อใด เ
ก. ตกแต่งรายละเอียด
ข. เขียนลวดลายลงบนสบู่
ค. เกลาพื้นผิวสบู่ให้เรียบ
ง. ใช้มีดแกะสลักให้เป็นภาพ
จะได้สีใด ประเภทใด
ก. สีเงิน
ข. สีทอง
ค. สีขาว
ง. สีเทา
2. สีใดจัดอยู่ในโทนสีร้อน
ก. สีน้ำเงิน
ข. สีส้มเหลือง
ค. สีเขียวเหลือง
ง. สีเขียวน้ำเงิน
3. การพับสีควรเลือกใช้สีชนิดใด จึงจะได้ สีสดใส
ก. สีโปสเตอร์
ข. สีฝุ่น
ค. สีน้ำ
ง. สีชอล์ก
4. ข้อใดเป็นภาพที่วาดเลียนแบบธรรมชาติ
ก. ภาพวัดต่างๆ
ข. ภาพบ้านหลังใหญ่
ค. ภาพพืชผักสวนครัว
ง. ภาพรถมอเตอร์ไซค์
5. การปั้นภาพวิถีชีวิตในชนบท ควรปั้นภาพใดเป็นจุดเด่นของภาพ
ก. ภาพชาวนาไถนา
ข. ภาพคนเล่นกีฬา
ค. ภาพรถยนต์
ง. ภาพตึกสูง
6. การแกะสลักจากสบู่ ควรเริ่มต้นจากข้อใด เ
ก. ตกแต่งรายละเอียด
ข. เขียนลวดลายลงบนสบู่
ค. เกลาพื้นผิวสบู่ให้เรียบ
ง. ใช้มีดแกะสลักให้เป็นภาพ
แนวข้อสอบวัดมาตราฐานด้านศิลปะ
7. เส้นขดก้นหอย ทำให้เกิดความรู้สึกใด
ก. สับสน
ข. สงบเงียบ
ค. มั่นคง
ง. ตื่นเต้น
8. สีของสิ่งใด จัดเป็นสีจากธรรมชาติ
ก. สีของหมวก
ข. สีของนาฬิกา
ค. สีของใบไม้
ง. สีของรองเท้า
9. ผลไม้ข้อใด มีรูปทรงเป็นรูปเรขาคณิต
ก. ทุเรียน
ข. มะละกอ
ค. มะม่วง
ง.แตงโม
10. พระจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญ มีรูปร่างอย่างไร
ก. รูปร่างสี่เหลี่ยม
ข. รูปร่างวงกลม
ค. รูปร่างสามเหลี่ยม
ก. สับสน
ข. สงบเงียบ
ค. มั่นคง
ง. ตื่นเต้น
8. สีของสิ่งใด จัดเป็นสีจากธรรมชาติ
ก. สีของหมวก
ข. สีของนาฬิกา
ค. สีของใบไม้
ง. สีของรองเท้า
9. ผลไม้ข้อใด มีรูปทรงเป็นรูปเรขาคณิต
ก. ทุเรียน
ข. มะละกอ
ค. มะม่วง
ง.แตงโม
10. พระจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญ มีรูปร่างอย่างไร
ก. รูปร่างสี่เหลี่ยม
ข. รูปร่างวงกลม
ค. รูปร่างสามเหลี่ยม
แนวข้อสอบศิลปะ ระดับชั้น ม. 2 - ม.6
แบบสอบ
1. สิ่งที่เกิดขึ้นเอง ให้ความสดชื่นแจ่มใสและเบิกบานแก่มนุษย์ หมายถึงข้อใด
ก. ศิลปะ ข. ธรรมชาติ ค. วิทยาศาสตร์ ง. ถูกทุกข้อ
2. สิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อความงามและความพอใจ หมายถึงข้อใด
ก. ศิลป ะข. ธรรมชาติ ค. วิทยาศาสตร์ ง. ถูกทุกข้อ
3. ผู้ที่ศึกษาศิลปะแล้วเข้าใจ ประทับใจในศิลปะ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ด้านใดได้บ้าง
ก. ประโยชน์ต่อตนเอง ข. ประโยชน์ต่อสังคม ค. ประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน ง. ถูกทุกข้อ
4. เมื่อได้ชมนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะแล้วเกิดความรู้สึกประทับใจอย่างมาก นักเรียนควรปฏิบัติตนอย่างไร
ก. ถ่ายรูปกับผลงาน ข. หยิบ จับ สัมผัสผลงาน ค. เก็บเอาชิ้นส่วนของผลงานศิลปะกลับบ้านเป็นที่ระลึก ง. เก็บสูจิบัตรเพื่อนำมาศึกษาหาความรู้และรายละเอียดของผลงาน
5. ศิลปะมีคุณค่าต่อผู้ชื่นชมและสังคมส่วนรวมอย่างไร
ก. มีความสุขทางใจ ข. การชื่นชมความงาม ค. ให้คติธรรม ง. ถูกทุกข้อ
6. ปัญหาของการรับรู้และความประทับใจในงานศิลปะที่เด่นชัดที่สุด คือข้อใด
ก. สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ข. สภาพแวดล้อมขององค์กรทางศิลปะ ค. สภาพแวดล้อมของสังคมและการเมือง ง. สภาพแวดล้อมทางด้านการศึกษาศิลปะ
7. ข้อใดเป็นิธีการปลูกฝังความรักในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ก. วาดภาพสัตว์ ข. วาดภาพทิวทัศน์ ค. ปั้นรูปวิถีชีวิตผู้คน ง. ถูกทุกข้อ
8. การรับรู้ความงามของมนุษย์เกิดจากพฤติกรรมข้อใด
ก. ความมั่นใจ ข. การวิเคราะห์ ค. การสังเคราะห์ ง. การประเมินค่า
9. พฤติกรรมอย่างไรของบุคคลซึ่งแสดงว่าเข้าถึงศิลปะ
ก. รับรู้และยินดี ข. มองเห็นคุณค่า ค. เข้าใจและซาบซึ้ง ง. ชื่นชอบและสนใจ
10. การที่ผู้ดูชื่นชมศิลปกรรมชิ้นเดียวกัน แต่มีความรู้สึกตอบสนองแตกต่างกันเป็นเพราะเหตุใด
ก. มนุษย์มีประสบการณ์ไม่เท่ากัน ข. ศิลปินกับผู้ดูมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ค. ศิลปกรรมชิ้นนั้นไม่มีคุณค่าที่แท้จริง ง. เป็นความบกพร่องในการถ่ายทอดของศิลปิน
11. ถ้านักเรียนเกิดความประทับใจในธรรมชาติที่สวยงาม ควรใช้วิธีใดเก็บบันทึกความงามนั้น
ก. ถ่ายภาพ ข. วาดภาพสีน้ำ ค. เก็บเอาก้อนหิน ใบไม้ ดอกไม้ กลับบ้านเป็นที่ระลึก ง. ข้อ ก และ ข ถูก
12. ความงามที่แสดงออกเกี่ยวกับเส้น สี แสงเงา รูปร่าง ความรู้สึก คืออะไร
ก. ดนตรี ข. จิตรกรรม ค. ประติมากรรม ง. สถาปัตยกรรม
13. งานประเภทใดสามารถสร้างให้เห็นจริงได้จากลักษณะผิว (texture) ของวัตถุที่นำมาสร้างสรรค์ผลงาน
ก. จิตรกรรม ข. วรรณกรรม ค. ประติมากรรม ง. ถูกทุกข้อ
14. ความงามที่แสดงออกให้เห็นถึงปริมาตร แสง เงา สัดส่วน ขนาด การจัดองค์ประกอบศิลป์ และความรู้สึก คือข้อใด
ก. ภาพพิมพ์ ข. จิตรกรรม ค. สถาปัตยกรรม ง. ประติมากรรม
15. ความงามของประติมากรรมไทย เกิดจากคุณลักษณะใด
ก. สภาพแวดล้อม ข. ความเกลี้ยงเกลาของผิ วค. ความอ่อนหวานคดโค้งของรูปทรง ง. ถูกทุกข้อ
16. ลักษณะผิวหยาบให้ความรู้สึกอย่างไร
ก. แข็งแรง สง่างาม สุภาพ ข. แข็งแรง อ่อนไหว สุภาพ ค. แข็งแรง กระด้าง หนักแน่น ง. แข็งแรง เคลื่อนไหว น่ากลัว
17. ศิลปะประเภทใดที่เหมาะในการนำมาจัดแสดงในสวนสาธารณ
ก. ภาพถ่าย ข. ภาพพิมพ์ ค. จิตรกรรม ง. ประติมากรรม
18. นักเรียนสามารถร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนได้ด้วยวิธีใดบ้าง
ก. เขียนป้ายรณรงค์การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ข. นำความรู้ด้านศิลปะมาจัดตกแต่งโรงเรียนให้สวยงาม ค. เขียนภาพปัญหาต่างๆ เพื่อสะท้อนให้เกิดการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ง. ถูกทุกข้อ
19. ข้อใดคือผลสำเร็จของการทำงานศิลปะ
ก. มีผู้ยกย่อมและชื่นชม ข. ได้แสดงผลงานที่ต่างประเทศ ค. มีรายได้จากการขายผลงาน ง. ศิลปินมีความพึงพอใจในผลงานและผู้ชมได้รับรู้และเข้าใจถึงเนื้อหาที่สร้างสรรค์
20. ข้อใดคือลักษณะของผลงานศิลปะที่ดี
ก. ผลงานมีราคาแพง ข. คนทั่วไปดูผลงานแล้วชื่นชอบ ค. ผลงานต้องวาดโดยศิลปินชื่อดัง ง. ผลงานมีความคิดสร้างสรรค์และยกระดับจิตใจของผู้ดูให้ละเอียดอ่อน
คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด (ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4,5,6)
1. ศูนย์กลางของอาณาจักรทวาราวดี สันนิษฐานว่าตั้งอยู่ที่ใด
ก. เชียงใหม่ ข. นครปฐม ค. นครพนม ง. ลังกา
2. ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นศิลปะกรรมในสมัยใด
ก. ศรีวิชัย ข. ทวาราวดี ค. ลพบุรี ง. สุโขทัย
3. ศิลปะแบบศรีวิชีย มีศูนย์กลางอยู่ที่ใด
ก. นครปฐม ข. กาญจนบุรี ค. นครราชสีมา ง. ไชยา
4. ศิลปะซึ่งแรกว่า "ยุคทอง" ในสมัยพระเจ้าติโกราชคือศิลปะแบบใด
ก. เชียงแสน ข. ทวาราวดี ค. ศรีวิชัย ง. ลพบุรี
5. พระพุทธรูปที่ได้รับยกย่องว่าเป็น ศิลปกรรมชั้นเลิศ คือพระพุทธรูปแบบใด
ก. อยุธยา ข. สุโขทัย ค. เชียงแสน ง. ล้านนา
6. ศิลปกรรมจีนเข้ามามีบทบาทอย่างรุนแรงในสมัยรัตนโกสินทร์ตรงกับรัชกาลใด
ก. รัชกาลที่ 1-2 ข. รัชกาลที่ 3 ค. รัชกาลที่ 4-5 ง. รัชกาลที่ 6
7. สถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากจีนคือ
ก. ปรางค์วัดอรุณราชวราราม ข. โบสถ์ วิหาร วัดบวรนิเวศ ค. ที่นั่งจักรีมหาปราสาท ง. หอสมุดแห่งชาติ
8. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นสิลปะชั้นเยี่ยมของสมัยใด
ก. เชียงแสน ข. ทวาราวดี ค. ศรีวิชัย ง. ลพบุรีย์
9. พระปฐมเจดียืองเดิม เป็นศิลปะสมัยใด
ก. ทวาราวดี ข. ศรีวิชัย ค. สุโขทัย ง. รัตนโกสินทร์
10. ศิลปะกรรมตะวันตกเข้ามาในสมัยรัตนโกสินทร์ ตรงกับรัชกาลใด
1. รัชกาลที่ 1-2 2. รัชกาลที่ 3 3. รัชกาลที่ 4-5 4. รัชกาลที่ 6
ก.ข้อ 1 ข.ข้อ 2 ค.ข้อ 3 ง.ข้อ 4
1. สิ่งที่เกิดขึ้นเอง ให้ความสดชื่นแจ่มใสและเบิกบานแก่มนุษย์ หมายถึงข้อใด
ก. ศิลปะ ข. ธรรมชาติ ค. วิทยาศาสตร์ ง. ถูกทุกข้อ
2. สิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อความงามและความพอใจ หมายถึงข้อใด
ก. ศิลป ะข. ธรรมชาติ ค. วิทยาศาสตร์ ง. ถูกทุกข้อ
3. ผู้ที่ศึกษาศิลปะแล้วเข้าใจ ประทับใจในศิลปะ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ด้านใดได้บ้าง
ก. ประโยชน์ต่อตนเอง ข. ประโยชน์ต่อสังคม ค. ประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน ง. ถูกทุกข้อ
4. เมื่อได้ชมนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะแล้วเกิดความรู้สึกประทับใจอย่างมาก นักเรียนควรปฏิบัติตนอย่างไร
ก. ถ่ายรูปกับผลงาน ข. หยิบ จับ สัมผัสผลงาน ค. เก็บเอาชิ้นส่วนของผลงานศิลปะกลับบ้านเป็นที่ระลึก ง. เก็บสูจิบัตรเพื่อนำมาศึกษาหาความรู้และรายละเอียดของผลงาน
5. ศิลปะมีคุณค่าต่อผู้ชื่นชมและสังคมส่วนรวมอย่างไร
ก. มีความสุขทางใจ ข. การชื่นชมความงาม ค. ให้คติธรรม ง. ถูกทุกข้อ
6. ปัญหาของการรับรู้และความประทับใจในงานศิลปะที่เด่นชัดที่สุด คือข้อใด
ก. สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ข. สภาพแวดล้อมขององค์กรทางศิลปะ ค. สภาพแวดล้อมของสังคมและการเมือง ง. สภาพแวดล้อมทางด้านการศึกษาศิลปะ
7. ข้อใดเป็นิธีการปลูกฝังความรักในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ก. วาดภาพสัตว์ ข. วาดภาพทิวทัศน์ ค. ปั้นรูปวิถีชีวิตผู้คน ง. ถูกทุกข้อ
8. การรับรู้ความงามของมนุษย์เกิดจากพฤติกรรมข้อใด
ก. ความมั่นใจ ข. การวิเคราะห์ ค. การสังเคราะห์ ง. การประเมินค่า
9. พฤติกรรมอย่างไรของบุคคลซึ่งแสดงว่าเข้าถึงศิลปะ
ก. รับรู้และยินดี ข. มองเห็นคุณค่า ค. เข้าใจและซาบซึ้ง ง. ชื่นชอบและสนใจ
10. การที่ผู้ดูชื่นชมศิลปกรรมชิ้นเดียวกัน แต่มีความรู้สึกตอบสนองแตกต่างกันเป็นเพราะเหตุใด
ก. มนุษย์มีประสบการณ์ไม่เท่ากัน ข. ศิลปินกับผู้ดูมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ค. ศิลปกรรมชิ้นนั้นไม่มีคุณค่าที่แท้จริง ง. เป็นความบกพร่องในการถ่ายทอดของศิลปิน
11. ถ้านักเรียนเกิดความประทับใจในธรรมชาติที่สวยงาม ควรใช้วิธีใดเก็บบันทึกความงามนั้น
ก. ถ่ายภาพ ข. วาดภาพสีน้ำ ค. เก็บเอาก้อนหิน ใบไม้ ดอกไม้ กลับบ้านเป็นที่ระลึก ง. ข้อ ก และ ข ถูก
12. ความงามที่แสดงออกเกี่ยวกับเส้น สี แสงเงา รูปร่าง ความรู้สึก คืออะไร
ก. ดนตรี ข. จิตรกรรม ค. ประติมากรรม ง. สถาปัตยกรรม
13. งานประเภทใดสามารถสร้างให้เห็นจริงได้จากลักษณะผิว (texture) ของวัตถุที่นำมาสร้างสรรค์ผลงาน
ก. จิตรกรรม ข. วรรณกรรม ค. ประติมากรรม ง. ถูกทุกข้อ
14. ความงามที่แสดงออกให้เห็นถึงปริมาตร แสง เงา สัดส่วน ขนาด การจัดองค์ประกอบศิลป์ และความรู้สึก คือข้อใด
ก. ภาพพิมพ์ ข. จิตรกรรม ค. สถาปัตยกรรม ง. ประติมากรรม
15. ความงามของประติมากรรมไทย เกิดจากคุณลักษณะใด
ก. สภาพแวดล้อม ข. ความเกลี้ยงเกลาของผิ วค. ความอ่อนหวานคดโค้งของรูปทรง ง. ถูกทุกข้อ
16. ลักษณะผิวหยาบให้ความรู้สึกอย่างไร
ก. แข็งแรง สง่างาม สุภาพ ข. แข็งแรง อ่อนไหว สุภาพ ค. แข็งแรง กระด้าง หนักแน่น ง. แข็งแรง เคลื่อนไหว น่ากลัว
17. ศิลปะประเภทใดที่เหมาะในการนำมาจัดแสดงในสวนสาธารณ
ก. ภาพถ่าย ข. ภาพพิมพ์ ค. จิตรกรรม ง. ประติมากรรม
18. นักเรียนสามารถร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนได้ด้วยวิธีใดบ้าง
ก. เขียนป้ายรณรงค์การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ข. นำความรู้ด้านศิลปะมาจัดตกแต่งโรงเรียนให้สวยงาม ค. เขียนภาพปัญหาต่างๆ เพื่อสะท้อนให้เกิดการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ง. ถูกทุกข้อ
19. ข้อใดคือผลสำเร็จของการทำงานศิลปะ
ก. มีผู้ยกย่อมและชื่นชม ข. ได้แสดงผลงานที่ต่างประเทศ ค. มีรายได้จากการขายผลงาน ง. ศิลปินมีความพึงพอใจในผลงานและผู้ชมได้รับรู้และเข้าใจถึงเนื้อหาที่สร้างสรรค์
20. ข้อใดคือลักษณะของผลงานศิลปะที่ดี
ก. ผลงานมีราคาแพง ข. คนทั่วไปดูผลงานแล้วชื่นชอบ ค. ผลงานต้องวาดโดยศิลปินชื่อดัง ง. ผลงานมีความคิดสร้างสรรค์และยกระดับจิตใจของผู้ดูให้ละเอียดอ่อน
คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด (ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4,5,6)
1. ศูนย์กลางของอาณาจักรทวาราวดี สันนิษฐานว่าตั้งอยู่ที่ใด
ก. เชียงใหม่ ข. นครปฐม ค. นครพนม ง. ลังกา
2. ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นศิลปะกรรมในสมัยใด
ก. ศรีวิชัย ข. ทวาราวดี ค. ลพบุรี ง. สุโขทัย
3. ศิลปะแบบศรีวิชีย มีศูนย์กลางอยู่ที่ใด
ก. นครปฐม ข. กาญจนบุรี ค. นครราชสีมา ง. ไชยา
4. ศิลปะซึ่งแรกว่า "ยุคทอง" ในสมัยพระเจ้าติโกราชคือศิลปะแบบใด
ก. เชียงแสน ข. ทวาราวดี ค. ศรีวิชัย ง. ลพบุรี
5. พระพุทธรูปที่ได้รับยกย่องว่าเป็น ศิลปกรรมชั้นเลิศ คือพระพุทธรูปแบบใด
ก. อยุธยา ข. สุโขทัย ค. เชียงแสน ง. ล้านนา
6. ศิลปกรรมจีนเข้ามามีบทบาทอย่างรุนแรงในสมัยรัตนโกสินทร์ตรงกับรัชกาลใด
ก. รัชกาลที่ 1-2 ข. รัชกาลที่ 3 ค. รัชกาลที่ 4-5 ง. รัชกาลที่ 6
7. สถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากจีนคือ
ก. ปรางค์วัดอรุณราชวราราม ข. โบสถ์ วิหาร วัดบวรนิเวศ ค. ที่นั่งจักรีมหาปราสาท ง. หอสมุดแห่งชาติ
8. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นสิลปะชั้นเยี่ยมของสมัยใด
ก. เชียงแสน ข. ทวาราวดี ค. ศรีวิชัย ง. ลพบุรีย์
9. พระปฐมเจดียืองเดิม เป็นศิลปะสมัยใด
ก. ทวาราวดี ข. ศรีวิชัย ค. สุโขทัย ง. รัตนโกสินทร์
10. ศิลปะกรรมตะวันตกเข้ามาในสมัยรัตนโกสินทร์ ตรงกับรัชกาลใด
1. รัชกาลที่ 1-2 2. รัชกาลที่ 3 3. รัชกาลที่ 4-5 4. รัชกาลที่ 6
ก.ข้อ 1 ข.ข้อ 2 ค.ข้อ 3 ง.ข้อ 4
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)