25 สิงหาคม 2552

แนวข้อสอบศิลปะ ระดับชั้น ม. 2 - ม.6

แบบสอบ
1. สิ่งที่เกิดขึ้นเอง ให้ความสดชื่นแจ่มใสและเบิกบานแก่มนุษย์ หมายถึงข้อใด
ก. ศิลปะ ข. ธรรมชาติ ค. วิทยาศาสตร์ ง. ถูกทุกข้อ
2. สิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อความงามและความพอใจ หมายถึงข้อใด
ก. ศิลป ะข. ธรรมชาติ ค. วิทยาศาสตร์ ง. ถูกทุกข้อ
3. ผู้ที่ศึกษาศิลปะแล้วเข้าใจ ประทับใจในศิลปะ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ด้านใดได้บ้าง
ก. ประโยชน์ต่อตนเอง ข. ประโยชน์ต่อสังคม ค. ประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน ง. ถูกทุกข้อ
4. เมื่อได้ชมนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะแล้วเกิดความรู้สึกประทับใจอย่างมาก นักเรียนควรปฏิบัติตนอย่างไร
ก. ถ่ายรูปกับผลงาน ข. หยิบ จับ สัมผัสผลงาน ค. เก็บเอาชิ้นส่วนของผลงานศิลปะกลับบ้านเป็นที่ระลึก ง. เก็บสูจิบัตรเพื่อนำมาศึกษาหาความรู้และรายละเอียดของผลงาน
5. ศิลปะมีคุณค่าต่อผู้ชื่นชมและสังคมส่วนรวมอย่างไร
ก. มีความสุขทางใจ ข. การชื่นชมความงาม ค. ให้คติธรรม ง. ถูกทุกข้อ
6. ปัญหาของการรับรู้และความประทับใจในงานศิลปะที่เด่นชัดที่สุด คือข้อใด
ก. สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ข. สภาพแวดล้อมขององค์กรทางศิลปะ ค. สภาพแวดล้อมของสังคมและการเมือง ง. สภาพแวดล้อมทางด้านการศึกษาศิลปะ
7. ข้อใดเป็นิธีการปลูกฝังความรักในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ก. วาดภาพสัตว์ ข. วาดภาพทิวทัศน์ ค. ปั้นรูปวิถีชีวิตผู้คน ง. ถูกทุกข้อ
8. การรับรู้ความงามของมนุษย์เกิดจากพฤติกรรมข้อใด
ก. ความมั่นใจ ข. การวิเคราะห์ ค. การสังเคราะห์ ง. การประเมินค่า
9. พฤติกรรมอย่างไรของบุคคลซึ่งแสดงว่าเข้าถึงศิลปะ
ก. รับรู้และยินดี ข. มองเห็นคุณค่า ค. เข้าใจและซาบซึ้ง ง. ชื่นชอบและสนใจ
10. การที่ผู้ดูชื่นชมศิลปกรรมชิ้นเดียวกัน แต่มีความรู้สึกตอบสนองแตกต่างกันเป็นเพราะเหตุใด
ก. มนุษย์มีประสบการณ์ไม่เท่ากัน ข. ศิลปินกับผู้ดูมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ค. ศิลปกรรมชิ้นนั้นไม่มีคุณค่าที่แท้จริง ง. เป็นความบกพร่องในการถ่ายทอดของศิลปิน
11. ถ้านักเรียนเกิดความประทับใจในธรรมชาติที่สวยงาม ควรใช้วิธีใดเก็บบันทึกความงามนั้น
ก. ถ่ายภาพ ข. วาดภาพสีน้ำ ค. เก็บเอาก้อนหิน ใบไม้ ดอกไม้ กลับบ้านเป็นที่ระลึก ง. ข้อ ก และ ข ถูก
12. ความงามที่แสดงออกเกี่ยวกับเส้น สี แสงเงา รูปร่าง ความรู้สึก คืออะไร
ก. ดนตรี ข. จิตรกรรม ค. ประติมากรรม ง. สถาปัตยกรรม
13. งานประเภทใดสามารถสร้างให้เห็นจริงได้จากลักษณะผิว (texture) ของวัตถุที่นำมาสร้างสรรค์ผลงาน
ก. จิตรกรรม ข. วรรณกรรม ค. ประติมากรรม ง. ถูกทุกข้อ
14. ความงามที่แสดงออกให้เห็นถึงปริมาตร แสง เงา สัดส่วน ขนาด การจัดองค์ประกอบศิลป์ และความรู้สึก คือข้อใด
ก. ภาพพิมพ์ ข. จิตรกรรม ค. สถาปัตยกรรม ง. ประติมากรรม
15. ความงามของประติมากรรมไทย เกิดจากคุณลักษณะใด
ก. สภาพแวดล้อม ข. ความเกลี้ยงเกลาของผิ วค. ความอ่อนหวานคดโค้งของรูปทรง ง. ถูกทุกข้อ
16. ลักษณะผิวหยาบให้ความรู้สึกอย่างไร
ก. แข็งแรง สง่างาม สุภาพ ข. แข็งแรง อ่อนไหว สุภาพ ค. แข็งแรง กระด้าง หนักแน่น ง. แข็งแรง เคลื่อนไหว น่ากลัว
17. ศิลปะประเภทใดที่เหมาะในการนำมาจัดแสดงในสวนสาธารณ
ก. ภาพถ่าย ข. ภาพพิมพ์ ค. จิตรกรรม ง. ประติมากรรม
18. นักเรียนสามารถร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนได้ด้วยวิธีใดบ้าง
ก. เขียนป้ายรณรงค์การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ข. นำความรู้ด้านศิลปะมาจัดตกแต่งโรงเรียนให้สวยงาม ค. เขียนภาพปัญหาต่างๆ เพื่อสะท้อนให้เกิดการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ง. ถูกทุกข้อ
19. ข้อใดคือผลสำเร็จของการทำงานศิลปะ
ก. มีผู้ยกย่อมและชื่นชม ข. ได้แสดงผลงานที่ต่างประเทศ ค. มีรายได้จากการขายผลงาน ง. ศิลปินมีความพึงพอใจในผลงานและผู้ชมได้รับรู้และเข้าใจถึงเนื้อหาที่สร้างสรรค์
20. ข้อใดคือลักษณะของผลงานศิลปะที่ดี
ก. ผลงานมีราคาแพง ข. คนทั่วไปดูผลงานแล้วชื่นชอบ ค. ผลงานต้องวาดโดยศิลปินชื่อดัง ง. ผลงานมีความคิดสร้างสรรค์และยกระดับจิตใจของผู้ดูให้ละเอียดอ่อน

คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด (ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4,5,6)
1. ศูนย์กลางของอาณาจักรทวาราวดี สันนิษฐานว่าตั้งอยู่ที่ใด
ก. เชียงใหม่ ข. นครปฐม ค. นครพนม ง. ลังกา
2. ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นศิลปะกรรมในสมัยใด
ก. ศรีวิชัย ข. ทวาราวดี ค. ลพบุรี ง. สุโขทัย
3. ศิลปะแบบศรีวิชีย มีศูนย์กลางอยู่ที่ใด
ก. นครปฐม ข. กาญจนบุรี ค. นครราชสีมา ง. ไชยา
4. ศิลปะซึ่งแรกว่า "ยุคทอง" ในสมัยพระเจ้าติโกราชคือศิลปะแบบใด
ก. เชียงแสน ข. ทวาราวดี ค. ศรีวิชัย ง. ลพบุรี
5. พระพุทธรูปที่ได้รับยกย่องว่าเป็น ศิลปกรรมชั้นเลิศ คือพระพุทธรูปแบบใด
ก. อยุธยา ข. สุโขทัย ค. เชียงแสน ง. ล้านนา
6. ศิลปกรรมจีนเข้ามามีบทบาทอย่างรุนแรงในสมัยรัตนโกสินทร์ตรงกับรัชกาลใด
ก. รัชกาลที่ 1-2 ข. รัชกาลที่ 3 ค. รัชกาลที่ 4-5 ง. รัชกาลที่ 6
7. สถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากจีนคือ
ก. ปรางค์วัดอรุณราชวราราม ข. โบสถ์ วิหาร วัดบวรนิเวศ ค. ที่นั่งจักรีมหาปราสาท ง. หอสมุดแห่งชาติ
8. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นสิลปะชั้นเยี่ยมของสมัยใด
ก. เชียงแสน ข. ทวาราวดี ค. ศรีวิชัย ง. ลพบุรีย์
9. พระปฐมเจดียืองเดิม เป็นศิลปะสมัยใด
ก. ทวาราวดี ข. ศรีวิชัย ค. สุโขทัย ง. รัตนโกสินทร์
10. ศิลปะกรรมตะวันตกเข้ามาในสมัยรัตนโกสินทร์ ตรงกับรัชกาลใด
1. รัชกาลที่ 1-2 2. รัชกาลที่ 3 3. รัชกาลที่ 4-5 4. รัชกาลที่ 6
ก.ข้อ 1 ข.ข้อ 2 ค.ข้อ 3 ง.ข้อ 4

20 สิงหาคม 2552

แขนงงานศิลปะ (นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2)

มัณฑนศิลป์ Decorative Art
เป็นงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเพื่อการตกแต่ง สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดความสวยงามและเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยมากขึ้นได้แก่ การจัดตกแต่งภายในบ้าน อาคาร สถานที่ต่าง ๆ การตกแต่งภายนอก การจัดสวน การจัดนิทรรศการ การจัดบอร์ด ป้ายนิเทศ การจัดแสดงสินค้า การแต่งกาย การแต่งหน้า การตกแต่งร้านค้า เป็นต้น ผู้สร้างสรรค์งาน เรียนว่า มัณฑนากร
มัณฑนศิลป์ Decorative Art
เป็นงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเพื่อการตกแต่ง สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดความสวยงามและเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยมากขึ้นได้แก่ การจัดตกแต่งภายในบ้าน อาคาร สถานที่ต่าง ๆ การตกแต่งภายนอก การจัดสวน การจัดนิทรรศการ การจัดบอร์ด ป้ายนิเทศ การจัดแสดงสินค้า การแต่งกาย การแต่งหน้า การตกแต่งร้านค้า เป็นต้น ผู้สร้างสรรค์งาน เรียนว่า มัณฑนากร
พาณิชย์ศิลป์ Commercial Art
เป็นงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเพื่อสนับสนุนกิจการค้า และการบริการ เพื่อให้ประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายได้แก่ การออกแบบเครื่องหมายการค้า การออกแบบสิ่งพิมพ์ การออกแบบโฆษณา การออกแบบฉลากสินค้า การออกแบบจัดแสดงสินค้า ฯลฯ ผู้สร้างสรรค์งาน เรียนกว่า นักออกแบบ (Designer)

การออกแบบ Design การออกแบบ หมายถึง การถ่ายทอดรูปแบบจากความคิดออกมาเป็นผลงาน ที่ผู้อื่น สามารถมองเห็น รับรู้ หรือสัมผัสได้ เพื่อให้มีความเข้าใจในผลงานร่วมกัน ความสำคัญของการออกแบบ มีอยู่หลายประการ กล่าวคือ
1.ในแง่ของการวางแผนการการทำงาน งานออกแบบจะช่วยให้การทำงานเป็นไปตาม ขั้นตอน อย่างเหมาะสม และประหยัดเวลา ดังนั้นอาจถือว่าการออกแบบ คือ การวาง แผนการทำงานก็ได้
2. ในแง่ของการนำเสนอผลงาน ผลงานออกแบบจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ ตรงกันอย่างชัดเจน ดังนั้น ความสำคัญในด้านนี้ คือ เป็นสื่อความหมายเพื่อความเข้าใจ ระหว่างกัน
3. เป็นสิ่งที่อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับงาน งานบางประเภทอาจมีรายละเอียดมากมาย ซับซ้อน ผลงานออกแบบจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้อง และผู้พบเห็นมีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า ผลงานออกแบบ คือ ตัวแทนความคิดของผูออกแบบได้ทั้งหมด
4. แบบ จะมีความสำคัญอย่างที่สุด ในกรณีที่ นักออกแบบกับผู้สร้างงานหรือผู้ผลิต เป็นคนละคนกัน เช่น สถาปนิกกับช่างก่อสร้าง นักออกแบบกับผู้ผลิตในโรงงาน หรือถ้าจะเปรียบไปแล้ว นักออกแบบก็เหมือนกับคนเขียนบทละครนั่นเอง แบบ เป็นผลงานจากการออกแบบ เป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และฝีมือของ นักออกแบบ แบบมีอยู่หลายลักษณะ ดังนี้ คือ
1. เป็นภาพวาดลายเส้น (drawing) ภาพระบายสี (Painting) ภาพถ่าย (Pictures) หรือแบบร่าง (Sketch) แบบที่มีรายละเอียด (Draft) เช่น แบบก่อสร้าง ภาพพิมพ์ (Printing) ฯลฯ ภาพต่าง ๆ ใช้แสดงรูปลักษณะของงาน หรือแสดงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับงาน ที่เป็น 2 มิติ
2. เป็นแบบจำลอง (Model) หรือของจริง เป็นแบบอีกประเภทหนึ่งที่ใช้แสดง รายละเอียดของงานได้ชัดเจนกว่าภาพต่าง ๆ เนื่องจากมีลักษณะเป็น 3 มิติ ทำให้ สามารถเข้าใจในผลงานได้ดีกว่า นอกจากนี้ แบบจำลองบางประเภทยังใช้งานได้ เหมือนของจริงอีกด้วยจึงสมารถใช้ในการทดลอง และทดสอบการทำงาน เพื่อหา ข้อบกพร่องได้
ประเภทของการออกแบบ 1. การออกแบบทางสถาปัตยกรรม (Architecture Design) เป็นการออกแบบเพื่อ การก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ นักออกแบบสาขานี้ เรียกว่า สถาปนิก (Architect) ซึ่ง โดยทั่วไปจะต้องทำงานร่วมกับ วิศวกรและมัณฑนากร โดยสถาปนิก รับผิดชอบเกี่ยว กับประโยชน์ใช้สอยและความงามของสิ่งก่อสร้าง งานทางสถาปัยตกรรมได้แก่- สถาปัตยกรรมทั่วไป เป็นการออกแบบสิ่งก่อสร้างทั่วไป เช่น อาคาร บ้านเรือน ร้านค้า โบสถ์ วิหาร ฯลฯ - สถาปัตยกรรมโครงสร้าง เป็นการออกแบบเฉพาะโครงสร้างหลักของอาคาร - สถาปัตยกรรมภายใน เป็นการออกแบบที่ต่อเนื่องจากงานโครงสร้าง ที่เป็นส่วนประกอบของอาคาร - งานออกแบบภูมิทัศน์ เป็นการออกแบบที่มีบริเวณกว้างขวาง เป็นการจัดบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม - งานออกแบบผังเมือง เป็นการออกแบบที่มีขนาดใหญ่ และมีองค์ประกอบซับซ้อน ซึ่งประกอบ ไปด้วยกลุ่มอาคารจำนวนมาก ระบบภูมิทัศน์ ระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ
2. การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) เป็นการออกแบบเพื่อการผลิต ผลิตภัณฑ์ ชนิดต่าง ๆงานออกแบบสาขานี้ มีขอบเขตกว้างขวางมากที่สุด และแบ่งออกได้มากมาย หลาย ๆ ลักษณะ นักออกแบบรับผิดชอบเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามของ ผลิตภัณฑ์ งานออกแบบประเภทนี้ได้แก่ - งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ - งานออกแบบครุภัณฑ์ - งานออกแบบเครื่องสุขภัณฑ์ - งานออกแบบเครื่องใช้สอยต่างๆ - งานออกแบบเครื่องประดับ อัญมณี - งานออกแบบเครื่องแต่งกาย- งานออกแบบภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ - งานออกแบบผลิตเครื่องมือต่าง ๆ ฯลฯ
3. การออกแบบทางวิศวกรรม (Engineering Design) เป็นการออกแบบเพื่อการผลิต ผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เช่นเดียวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน ต้องใช้ ความรู้ความสามารถและเทคโนโลยีในการผลิตสูง ผู้ออกแบบคือ วิศวกร ซึ่งจะรับผิดชอบ ในเรื่องของประโยชน์ใช้สอย ความปลอดภัยและ กรรมวิธีในการผลิต บางอย่างต้องทำงาน ร่วมกันกับนักออกแบบสาขาต่าง ๆ ด้วย งานอกแบบประเภทนี้ได้แก่ - งานออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้า - งานออกแบบเครื่องยนต์ - งานออกแบบเครื่องจักรกล - งานออกแบบเครื่องมือสื่อสาร - งานออกแบบอุปกณ์อิเลคทรอนิคส์ต่าง ๆ ฯลฯ
4. การออกแบบตกแต่ง (Decorative Design) เป็นการออกแบบเพื่อการตกแต่งสิ่งต่าง ๆให้สวยงามและเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น นักออกแบบเรียนว่า มัณฑนากร (Decorator) ซึ่งมักทำงานร่วมกับสถาปนิก งานออกแบบประเภทนี้ได้แก่ - งานตกแต่งภายใน (Interior Design) - งานตกแต่งภายนอก (Exterior Design) - งานจัดสวนและบริเวณ ( Landscape Design) - งานตกแต่งมุมแสดงสินค้า (Display) - การจัดนิทรรศการ (Exhibition) - การจัดบอร์ด - การตกแต่งบนผิวหน้าของสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น ฯลฯ
5. การออกแบบสิ่งพิมพ์ (Graphic Design) เป็นการออกแบบเพื่อทางผลิตงานสิ่งพิมพ์ ชนิดต่าง ๆ ได้แก่ หนังสือ หนังสือพิมพ์ โปสเตอร์ นามบัตร บัตรต่าง ๆ งานพิมพ์ลวดลายผ้า งานพิมพ์ภาพลงบนสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ งานออกแบบรูปสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้า ฯลฯ
สำหรับการรับรู้ความงามทางศิลปะของมนุษย์นั้น สามารถรับรู้ได้ 2 ทาง คือ ทางสายตาจากการมองเห็น และทางหูจากการได้ยิน ซึ่งแบ่งได้ดังนี้
1 ทัศนศิลป์ (Visual Art) เป็นงานศิลปะที่รับสัมผัสความงามได้ด้วยสายตา จากการ มองเห็น งานศิลปะส่วนใหญ่จะเป็นงานทัศนศิลป์ ทั้งสิ้น ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม มัณฑณศิลป์ อุตสากรรมศิลป์ พาณิชย์ศิลป์
2 โสตศิลป์ (Audio Art) เป็นงานศิลปะที่รับสัมผัสความงามได้ด้วยหู จากการฟังเสียง งานศิลปะ ที่จัดอยู่ในประเภทโสตศิลป์ ได้แก่ ดนตรี และ วรรณกรรม 3.โสตทัศฯศิลป์ (Audiovisual Art) เป็นงานศิลปะที่รับสัมผัสความงามทางศิลปะได้ทั้งสองทาง คือจากการมองเห็นและจากการฟัง งานศิลปะประเภทนี้ได้แก่ ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ การละคร การภาพยนต์ ประติมากรรม (Sculpture) เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการสร้างรูปทรง 3 มิติ มีปริมาตร มีน้ำหนักและกิน
เนื้อที่ในอากาศ โดยการใช้วัสดุชนิดต่าง ๆ วัสดุที่ใช้สร้างสรรค์งานประติมากรรม จะเป็น ตัวกำหนด วิธีการสร้างผลงาน ความงามของงานประติมากรรม เกิดจากการแสงและเงา ที่ เกิดขึ้นในผลงานการสร้างงานประติมากรรมทำได้ 4 วิธี คือ
1. การปั้น (Casting) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุ ทีเหนียว อ่อนตัว และยึดจับตัว กันได้ดี วัสดุที่นิยมนำมาใช้ปั้น ได้แก่ ดินเหนียว ดินน้ำมัน ปูน แป้ง ขี้ผึ้ง กระดาษ หรือ ขี้เลื่อยผสมกาว เป็นต้น
2. การแกะสลัก (Carving) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุที่ แข็ง เปราะ โดยอาศัย เครื่องมือ วัสดุที่นิยมนำมาแกะ ได้แก่ ไม้ หิน กระจก แก้ว ปูนปลาสเตอร์ เป็นต้น
3. การหล่อ (Molding) เป็นการสร้างรูปทราง 3 มิติ จากวัสดุที่หลอมตัวได้และกลับแข็ง ตัวได้ โดยอาศัยแม่พิมพ์ ซึ่งสามารถทำให้เกิดผลงานที่เหมือนกันทุกประการตั้งแต่ 2 ชิ้น ขึ้นไป วัสดุที่นิยมนำมาใช้หล่อ ได้แก่ โลหะ ปูน แป้ง แก้ว ขี้ผึ้ง ดิน เรซิ่น พลาสติก ฯลฯ
รำมะนา (ชิต เหรียญประชา)
4. การประกอบขึ้นรูป (Construction) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ โดยนำวัสดุต่าง ๆ มา ประกอบเข้าด้วยกัน และยึดติดกันด้วยวัสดุต่าง ๆ การเลือกวิธีการสร้างสรรค์งานประติมากรรม ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ต้องการใช้ ประติมากรรม ไม่ว่าจะสร้างขึ้นโดยวิธีใด จะมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ แบบนูนต่ำ แบบนูนสูง และแบบลอยตัว ผู้สร้างสรรค์งานประติมากรรม เรียกว่า ประติมากร
ประเภทของงานประติมากรรม
1.ประติมากรรมแบบนูนต่ำ ( Bas Relief ) เป็นรูปที่เป็นนูนขึ้นมาจากพื้นหรือมีพื้นหลัง รองรับ มองเห็นได้ชัดเจนเพียงด้านเดียว คือด้านหน้า มีความสูงจากพื้นไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรูป จริง ได้แก่รูปนูนแบบเหรียญ รูปนูนที่ใช้ประดับตกแต่งภาชนะ หรือประดับตกแต่งอาคารทาง สถาปัตยกรรม โบสถ์ วิหารต่างๆ พระเครื่องบางชนิด
2.ประติมากรรมแบบนูนสูง ( High Relief ) เป็นรูปต่าง ๆ ในลักษณะเช่นเดียวกับแบบ นูนต่ำ แต่มีความสูงจากพื้นตั้งแต่ครึ่งหนึ่งของรูปจริงขึ้นไป ทำให้เห็นลวดลายที่ลึก ชัดเจน และ และเหมือนจริงมากกว่าแบบนูนต่ำและใช้งานแบบเดียวกับแบบนูนต่ำ
3.ประติมากรรมแบบลอยตัว ( Round Relief ) เป็นรูปต่าง ๆ ที่มองเห็นได้รอบด้านหรือ ตั้งแต่ 4 ด้านขึ้นไป ได้แก่ ภาชนะต่าง ๆ รูปเคารพต่าง ๆ พระพุทธรูป เทวรูป รูปตามคตินิยม รูปบุคคลสำคัญ รูปสัตว์ ฯลฯ
สถาปัตยกรรม (Architecture)
เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการก่อสร้างสิ่งก่อสร้าง อาคาร ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ การวางผังเมือง การจัดผังบริเวณ การตกแต่งอาคาร การออกแบบก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานศิลปะ ที่มีขนาดใหญ่ต้องใช้ผู้สร้างงานจำนวนมาก และเป็นงานศิลปะที่มีอายุยืนยาว สถาปัตยกรรม เป็นวิธีการจัดสรรบริเวณที่ว่างให้เกิดประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับศาสตร์ในสาขาต่าง ๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา และศิลปะ ความงดงาม และคุณค่าของสถาปัตยกรรม ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ดังนี้ คือ
1. การจัดสรรบริเวณที่ว่างให้สัมพันธ์กันของส่วนต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก
2. การจัดรูปทรงทางสถาปัตยกรรมให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย และสิ่งแวดล้อม
3. การเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกลมกลืน

16 สิงหาคม 2552

รางวัลชนะเลิศ"อันดับ ๑ รวมพลังศิลป์สร้างสรรค์"ระดับภาคใต้




นักเรียนโครงการเพชรศิลปะโรงเรียนสตูลวิทยา ชนะเลิศอันดับ ๑ การแข่งขัน"รวมพลังศิลป์สร้างสรรค์"ระดับภาคใต้ งานศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคใต้ ณ จังหวัดสงขลา

รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ ๑ ระดับประเทศ รวมพลังศิลป์สร้างสรรค์



นักเรียนโครงการเพชรศิลปะโรงเรียนสตูลวิทยา เข้าร่วมแข่งขัน "รวมพลังศิลป์สร้างสรรค์" การแข่งขันรายการเก่งสร้างชาติ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันอับ ๑ ระดับประเทศ จากนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันทุกเขตการศึกษาทั่วประเทศ

ความรู้ทางศิลปะ(นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 )

เส้น คือ เกิดจากจุดที่เรียงต่อๆกันในทิศทางเดียวกัน
1. เส้นตรงแนวนอน ให้ความรู้สึกราบเรียบสงบนิ่ง
2. เส้นตรงแนวตั้ง ให้ความรู้สึกแข็งแรงมั่นคง
3. เส้นคลื่น ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง
4. เส้นหยัก ให้ความรู้สึกแหลมคมอันตราย
5. เส้นโค้ง ให้ความรู้สึกนุ่มนวล
6. เส้นเฉียง ให้ความรู้สึกไม่มั่นคงแข็งแรง
วิจิตรศิลป์ แบ่งออกเป็นงานหลัก 5 แขนงด้วยกันคือ
1. จิตรกรรม คืองานการวาดเส้น เขียนภาพระบายสีทุกชนิด เช่น สีไม้ สีชอค์ก สีน้ำ สีน้ำมัน เป็นต้นตัวอย่างงานคือภาพเขียนที่ระเบียงโบสถ์วัดพระแก้วมรกต
2. ประติมากรรม คืองานการปั้น การแกะ การสลัก และการหล่อ - การปั้น สร้างงานได้ด้วยดินเหนียว ดินน้ำมัน ปูนซีเมนต์ ขี้ผึ้ง เป็นต้น ตัวอย่างคือการปั้นหุ่นคนด้วยขี้ผึ้ง - การแกะ ใช้วัสดุส่วนใหญ่เป็นวัสดุชิ้นเล็กๆจับได้ถนัด เช่น มีดขนาดเล็กใช้แกะพืชผักผลไม้เป็นลวดลายต่างๆ การสลัก ใช้วัสดุที่ใหญ่แข็งแรง เช่น สิ่ว เลื่อน ค้อนยาง เป็นต้น งานตัวอย่างที่เห็นคือการสลักไม้สักเป็นลวดลายต่างๆทางภาคเหนือของประเทศไทย - การหล่อ วัสดุที่นิยมคือ ทองเหลือง เป็นต้น ตัวอย่างได้แก่รูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่วงเวียนใหญ่รูปหล่อทหาร ที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
3. สถาปัตยกรรม คืองานโครงสร้างลักษณะต่างๆ เช่น อาคาร ตึกสูง โบสถ์ เจดีย์ พระปรางค์ เป็นต้น ตัวอย่างได้แก่ พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม พระปฐมเจดีย์ พระที่นั่งอนันตสมาคม
4. ดนตรี คือการแสดง ดนตรีไทย ดนตรีสากล ดุริยางค์ วงโยธวาทิต เป็นต้น
5. นาฏศิลป์ คือการแสดง การฟ้อนรำประเภทต่างๆ เช่น โขน ลิเก ลำตัด รำกลองยาวของภาคกลาง รำเซิ้งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รำฟ้อนเล็บของภาคเหนือ เป็นต้น
สีในวงจรสีธรรมชาติมีด้วยกัน 12 สี แบ่งออกเป็น 3 ขั้นดังนี้
สีขั้นที่ 1 คือ แม่สีมีด้วยกัน 3 สี คือ
- สีแดง - สีเหลือง - สีน้ำเงิน
สีขั้นที่ 2 คือ สีที่เกิดจากการผสมกันของสีขั้นที่ 1 ด้วยปริมาณ 50 : 50
- สีส้ม เกิดจากสีแดง ผสมกับ สีเหลือง - สีม่วง เกิดจากสีแดง ผสมกับ สีน้ำเงิน - สีเขียว เกิดจากสีเหลือง ผสมกับ สีน้ำเงิน
สีขั้นที่ 3 คือ สีที่เกิดจากการผสมกันของสีขั้นที่ 2 ด้วยปริมาณ 50 : 50
- สีส้มแดง เกิดจากสีส้ม ผสมกับ สีแดง - สีส้มเหลือง เกิดจากสีส้ม ผสมกับ สีเหลือง - สีม่วงแดง เกิดจากสีม่วง ผสมกับ สีแดง - สีม่วงน้ำเงิน เกิดจากสีม่วง ผสมกับ สีน้ำเงิน - สีเขียวเหลือง เกิดจากสีเขียว ผสมกับ สีเหลือง - สีเขียวน้ำเงิน เกืดจากสีเขียว ผสมกับ สีน้ำเงิน
สีคู่ปฏิปักษ์ คือสีตรงกันข้ามกันในวงจรสีธรรมชาติ
สีแดง ตรงข้าม สีเขียว
สีเหลือง ตรงข้าม สีม่วง
สีน้ำเงิน ตรงข้าม สีส้ม

การสร้างงานศิลปะ

การสร้างงานทางศิลปะจะคำนึงถึงโครงสร้างใหญ่ๆ อยู่ 3 ประการคือ1. รูปแบบ รูปทรง (FORM)2. เนื้อหา (CONTENT)3 เทคนิค วิธีการ (TECHNIQUE)รูปแบบ รูปทรง (FORM)หมายถึง โครงสร้างทางวัตถุของงานศิลปะอันได้แก่ รูปร่างภายนอกและภายใน เช่น ในงานจิตรกรรม รูปแบบเกิดจากการผสานกันของ เส้น (LINE) น้ำหนัก (SHADE) ที่ว่าง (SPACE) พื้นผิว (TEXTURE) และสี (COLOUR) จึงก่อให้เกิดเป็นลักษณะ 3 มิติขึ้นมา โดยการผสมผสานดังกล่าว
เนื้อหา (CONTENT)หมายถึง ลักษณะทางจิต หรือทางนามธรรม (ABSTRACT) ของโครงสร้างหรือรูปทรงนั้นที่ศิลปินได้สร้างจินตนาการออกมา โดยจุดประสงค์ที่จะให้ผู้เสพคล้อยตามจินตนาการของตัวเอง หรือจินตนาการแปลกแยกออกไปตามเนื้อหาที่ศิลปินสะท้อนออกมาในงานศิลปะ
เทคนิค (TECHNIQUE)หมายถึง โครงสร้างทางวัสดุ การเลือกใช้วัสดุ หรือการคิดค้นวัสดุแปลกใหม่ในการสร้างผลงานศิลปะ เช่น เทคนิคในการสร้างงานจิตรกรรม ซึ่งได้แก่ การเขียนภาพสีน้ำ สีน้ำมัน สีฝุ่น สีอะครายลิค สีโปสเตอร์ เป็นต้น ประติมากรรม ได้แก่ เทคนิคการแกะสลัก การปั้น การหล่อ หรือเทคนิคในการสร้างงาน ภาพพิมพ์ เป็นต้น ดังนั้นส่วนสำคัญของโครงสร้างใหญ่ๆ ที่กล่าวมานั้นจะต้องประสานกลมกลืนกัน กล่าวคือ เทคนิคจะต้องเกื้อกูลแก่รูปแบบ รูปแบบจะต้องสร้างขึ้นตามความจำเป็นของเรื่องที่จะต้องการสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อให้อยู่ด้วยกันได้โดยไม่รู้สึกขัดตา

ทดสอบความรู้

แบบทดสอบศิลปะ ชุดที่ 1
คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
1. สีในวงจรสีธรรมชาติมีทั้งหมดกี่สี
ก.12 สีข. 13 สี ค. 14 สี ง. 15 สี
2. งานทัศนศิลป์แบ่งออกเป็นกี่สาขา
ก. 1 สาขา ข. 2 สาขา ค. 3 สาขาง. 4 สาขา
3. ขอใดไม่ได้อยู่ในกลุ่มงานทัศนศิลป์
ก. จิตรกรรมข. ประติมากรรมค. สถาปัตยกรรมง. วรรณกรรม
4. ผลงานจิตรกรรมคือข้อใด
ก. ภาพวาดลายไทยวัดพระแก้ว ข. รูปปั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินที่วงเวียนใหญ่ ค. งานสลักโต๊ะไม้สักที่ภาคเหนือง. การแกะลวดลายผลไม้
5. หุ่นขี้ผึ้งคนเหมือน เป็นงานศิลปะประเภทใด
ก. จิตรกรรมข. ประติมากรรม ค. สถาปัตยกรรม ง. วรรณกรรม
6. เส้นตั้ง ให้ความรู้สึกอย่างไร
ก. สูงสง่า ข. ไม่มั่นคง ค. เคลื่อนไหวง. ราบเรียบ
7. เส้นที่ให้ความรู้สึกแหลมคมอันตรายคือ
ก. เส้นตรง ข. เส้นคลื่น ค. เส้นโค้งง. เส้นหยัก
8. เส้นที่ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวคือ
ก. เส้นตรงแนวนอนข. เส้นหยัก ค. เส้นตรงแนวตั้งง. เส้นคลื่น
9. ข้อใดคืองานสถาปัตยกรรม
ก. ภาพวาดที่วัดพระแก้ว ข. พระปรางค์ที่วัดอรุณราชวราราม ค. พระแก้วมรกต ง. รูปปั้นพระนเรศวรมหาราชที่ดอนเจดีย์
10. ข้อใดคืองานประติมากรรม
ก. ภาพวาดที่วัดโพธิ์ข. พระแก้วมรกตค. พระปฐมเจดีย์ ง. รูปหล่อทหารที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ